Facebook CVT สำหรับการเชื่อมโยงในทุกมิติ คลิกที่นี่


ผู้เขียน หัวข้อ: /// เบรคยังไง? เชนหรือไม่เชนเกียร์? ต้องฝึกด้วยเหรอ? ฝึกกันยังไง?///  (อ่าน 720 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
บทความดีๆ เขียนโดยคุณ nikinik จากเว็บไซต์พันทิป ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ



สวัสดีครับ เผอิญช่วงก่อนได้ไปร่วมสนทนา เรื่องการเบรคในรถมอเตอร์ไซค์ ว่าควรหรือไม่ควร หรือต้องทำ หรือไม่ต้องอะไรยังไง

ผมลองเอาประสบการณ์ที่ผมเรียนมาจากหลาย ๆ ที่ มาลองเขียนเพื่อ "แลกเปลี่ยน" ความรู้เรื่องการ "หยุดรถ" อันไหนคิดว่าใช่ ไม่ใช่ก็ช่วยเขียนเพิ่มเติมกันได้เลยนะครับ

ที่ ๆ ผมเคยไปเรียนมาแล้วสอนเรื่องการเบรคก็มี --- อ.โฮ้ / อ.น้อย / Strom Club Adventure / Dirt Camp / Dirt Drill

ลำดับความ Advance ก็จะมีหลายระดับครับ ผมลองเรียบเรียง(เองนะครับ) เพราะฉะนั่นอาจไม่ถูก 100% แต่มั่นใจว่าก็ไม่ได้ผิด 100% เหมือนกันครับ

โดยหลักการส่วนใหญ่ที่พูด ๆ กันในหลักสูตรเกือบทุกที่ คือ อาจารย์ไม่ได้เน้นถึงการ "หยุดรถ" เป็นหลัก หัวใจ คือ การ "ลดความเร็ว" ของรถลงมา เพื่อที่เราจะสามารถทำอะไร ๆ ต่อไปได้ เช่น มีรถออกมาจากซอยกะทันหัน เราไม่จำเป็นต้องมุ่งไปในการหยุดให้ได้แบบหยุด "กึ๊ก" อยู่หน้ารถเขา เราอาจแค่ลดความเร็วลง "ให้มากพอ" ที่เราจะเบี่ยงหลบรถเขา(อุปสรรค) จะดีกว่า ฉะนั่นคำว่า เรียนรู้การเบรค "ไม่เท่ากับ" การหยุดรถเสมอไปนะครับ


ผมขออธิบายเป็นลำดับ ๆ แบบนี้นะครับ

ถ้า Basic ๆ เลย "การเบรค" แบบปกติ เช่น เห็นไฟแดงข้างหน้าแล้วจะหยุดรถ วิธีการที่ทุกที่สอนเหมือนกันหมดครับ คือ ปิดคันเร่งโดยไม่ต้องกำคลัช (Engine Break ทำงานแล้ววว) เบรคหน้าและหลังพร้อมกัน อันนี้ไม่ต้องฝึกอะไรครับ แค่อาจจะมีบางคนที่เคยเข้าใจผิด ๆ เช่น กำคลัชแล้วเบรค หรือ ต้องใช้เบรคหลังมากกว่า อะไรพวกนี้ที่อาจต้องปรับความเข้าใจใหม่

ยากลำดับ 2 คือ เบรคหนัก ๆ อันนี้ควรต้องเริ่ม "หาโอกาสฝึก" ครับ เพราะปกติแล้วไม่ค่อยมีคนอยู่ดี ๆ ก็เบรคแบบสุดแรงเกิดแน่ ๆ ครับ

อันนี้ตัวอย่างการเบรคบนทางดินในงาน Dirt Drill ครั้งที่ 2 คันที่ อาจารย์ ทดลองเป็นรถมี ABS เรื่องเบรคจะอยู่ในช่วงตั้งแต่เริ่ม จนถึงนาทีที่ 1 ขอขอบคุณ youtube ของคุณ Narisorn Lue am rung




ฝีกยังไง

ถ้ามี ABS : อันนี้ง่ายหน่อยครับ คือ ขี่มาสัก 40 km/hr "ไม่ต้องชลอ" ย้ำว่าไม่ต้องชะลอ (แต่ต้องปิดคันเร่งนะ) กดและเหยียบเบรคสุดกำลัง ถ้า ABS ไม่ถีบแสดงว่ายังกดไม่สุดกำลัง ให้ลองจน ABS ถีบ มันจะมีเสียงดัง ถึก ๆ ๆ ๆ แล้วเหมือนมีแรงถีบออก ที่ก้านเบรคมือ และคันเบรคเท้า ต้องทำให้จนถึงจุดนี้ ลองซัก 5-6 รอบ จนเราเลิกตกใจครับ เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์จริง ๆ ถ้าไม่เคยลอง โดนครั้งแรก มีสิทธิตกใจล้มพลิกได้ และที่ล้มไม่ได้เกิดจากเบรค แต่ส่วนใหญ่เกิดจากตกใจ

ใน VDO นี้รถที่ใช้โชว์ ไม่มี ABS ที่อยากให้ดู คือ ช่วง 1.20 - 2.00 ครับ เป็นช่วงที่เขาสาธิตโดยใช้แค่เบรคหลัง เพื่อทำให้เห็นตอนล้อล็อกและล้อไม่ล็อก ช่วงแรกเขาเบรคหลังจนล้อหลังล็อก ต่อมาเบรคให้อยู่ในช่วงที่ล้อยังไม่ล็อค (สังเกตุได้ว่าล้อหลังยังคงหมุนได้อยู่จนถึงรถหยุด)



ถ้าไม่มี ABS : อันนี้ "ยาก" หน่อยครับ คือ จริง ๆ แล้ว มี/ไม่มี ABS ระยะหยุดที่ทำได้ไม่ต่างกัน "ถ้า" (ย้ำว่า ถ้า) เรากะน้ำหนักเบรคได้พอดี แต่ถ้าเรากดแรงเกินจนล้อล็อก ก็เตรียม sheepหาย ได้ครับ ไม่ล้ม ก็พุ่งไปจนชนแน่นอน

ความจริงแล้วน้ำหนักเบรคที่ดีที่สุด คือ น้ำหนักที่กดจนเกือบ ๆๆๆ ABS ทำงานครับ ถ้ากดจน ABS ทำงาน จริงๆแล้วคือ กดแรงไป แต่ใครมันจะไปแม่นได้แบบนั่นหละ เทพเกิ๊น ๆ นี่แหละครับสิ่งที่ต่างกันระหว่าง มี กับ ไม่มี ABS คือ ถ้ามี ABS เรากดได้ไม่ต้องยั้ง แต่ถ้าไม่มี ABS เราต้องหาแรงกดแค่ไหนที่ไม่แรง จนล้อล็อค อันนี้หละครับ คนที่ขี่รถไม่มี ABS ต้องฝึก ต้องฝึก และ การที่จะทำให้กดเบรคฉุกเฉินทุกครั้ง ได้แรงเท่ากับจุดที่บีบแรงที่สุดแต่ยังไม่ถึงจุดล้อล็อค อยากบอกว่ายากมากๆๆ ครับ แต่ทำได้ทุกคนเชื่อผม ถ้าหัดลองทำในตอนสภาพ ที่สติครบร้อย หัดทำซ้ำ ๆ จนร่างกายจำ จนชินได้เอง

-อย่ามาเร็ว ขี่ช้า ๆ ซัก 20 km/hr กดเบรค หนัก ๆ หนักจนล้อล็อค เพื่อจะได้รู้ว่านี่แหละ คือ อาการกดมากไป ลองทำสัก 4-5 เที่ยว เพื่อฝึกให้ไม่ตกใจ ถ้าวันไหนพลาด ก็จะได้คุมอาการรถได้ (ส่วนใหญ่ถ้าไปเรียนพวกขี่ทางดิน จะได้ฝึกครับ เพราะทางดินเบรคจนสไลด์บ่อยกว่าทางดำ และรถวิบากส่วนใหญ่ไม่มี ABS)

-เอาใหม่ คราวนี้ค่อย ๆ กดแรงขึ้น แรงขึ้น ๆ แต่ต้องยังไม่ถึงระยะที่ล้อล็อกได้ หัดไป 10-20 เที่ยว จำความรู้สึกนี่ไว้ครับ บอกเลยว่ายากแต่เป็นไปได้ครับ

ถ้าเราชำนาญ และคุ้นชินแล้ว เราจะรู้ว่าต้องกดไม่ให้แรงเกินแค่ไหน ถ้าเราชำนาญ พอกดเกินเราจะคลายออกได้ แต่บอกเลยว่ายากมาก ฉะนั่นสำหรับผม ไม่มี ABS "กดเบาไปนิดยังดีกว่า กดแรงจนล้อล็อค" นะครับ ล็อล็อกอันตรายมาก

ตัวอย่างพวก Dirt Bike พวกนี้จะฝึกจนคุ้นชินกับการล้อล็อคครับ




ส่วนคนไหนที่เคยขี่แต่รถมี ABS ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ลองถอดฟิวส์ ABS ออกแล้วลองฝึกดูก็ดีนะครับ เราได้ลองได้ขณะที่เราเตรียมใจ ดีกว่าวันดีคืนดีไปลองโดยที่ไม่ได้เตรียมใจนะครับ

มี ABS ช่วยย่อมดีกว่าไม่มี แต่ถ้าเราฝึกจนรู้จักน้ำหนักเบรคที่หนักพอดีได้ ย่อมดียิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งคนรักการขี่มอเตอร์ไซค์ วันนึงเราอาจไม่ได้ขี่รถที่มี ABS เสมอไป การใช้เบรค"สุดแรงเกิด" แบบ(ตอนขับรถมี ABS) จนเป็นนิสัย อาจกลายเป็น "นิสัยเสีย" ที่อันตรายนะครับ หัดควบคุมเบรค แบบรถไม่มี ABS ให้ได้จนชำนาญ ยิ่งวันไหนได้รถมี ABS มาใช้ยิ่งอุ่นใจเพิ่มขึ้นไปอีกครับ

แต่ไอ้ความเชื่อแบบ ผมจะกดปล่อย ๆ ๆ ๆ ใช้มือซอยยิก ๆๆๆ แทน ABS นี่เพ้อฝันครับ อันนี้มั่วชัว




ต่อมาถ้าไปเรียนพวกสไตล์ Racing อันนี้ครูจะเริ่มให้ใช้ "เชนเกียร์" ช่วย ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า "เชนเกียร์" ไม่ได้ใช้เพื่อ "เบรค" แต่มันเป็นแค่ "ผลพลอยได้" ที่ทำช่วยทำให้รถเรา "ช้าลง" อีกทาง ย้ำอีกครั้งว่าเป็นผลพลอยได้ เชนเกียร์ ไม่ได้เป็นเทคนิคที่สร้างมาเพื่อใช้ในการเบรค

ลองฟัง ช่วง 0:15-0:20 จะได้ยินชัดสุดครับ ในสนาม ก่อนเขาจะเข้าโค้งจะได้ยินเสียง เชนเกียร์ลง ฟังจากเสียงเครื่องยนต์จะดัง อืออ อืออ อืออ

ปล.กดปุ่ม Play แล้วกดคำว่า watch on youtube นะครับ มันจะ link เข้า Youtbe ดูจากหน้าเวปพันทิพย์ ต้นฉบับเขาไม่ยอม



ถ้าไปเรียน Racing ปกติก่อนจะถึงโค้ง ครู จะให้เรา เชนเกียร์ลง "ก่อน" ถึงโค้ง แต่ปกติ จะลงแค่ 1 เต็มที่ก็แค่ 2 เกียร์ ไม่มีให้ลงแบบ จาก 5 ไป 1 อันนี้ไม่มีที่ไหนสอนแน่ครับ อย่างมาก ก็มาเกียร์ 5 ลงไปเกียร์ 4 ถ้าโค้งไหนหักแคบมาก ก็อาจลงไปเพิ่มอีกเกียร์ แต่สุดท้ายก็ต้องใช้รวมกับเบรค ย้ำอีกทีว่าต้องใช้รวมกับเบรคเสมอครับ

ซึ่งการใช้เชนเกียร์ "ช่วย" จะเป็นวิธีการควบคุมความเร็วที่จะใช้ "ใน" โค้งและใช้ตอน "ออก" โค้งที่ดีที่สุด ดีกว่าใช้เบรคอย่างเดียวหลายๆๆเท่าตัวเลยครับ

สมมุติตัวอย่างนะครับ เช่น เราวิ่งมาทางตรงที่ความเร็ว 100 km/hr อยู่เกียร์ 4 เห็นโค้งหละ โค้งนี่ค่อนข้างหักศอก เราคิดว่าคงต้องลดมาเหลือสัก 40-50 km/hr ไม่งั้นแหกแน่ วิธีการที่ดีที่สุด คือ ลดเกียร์ลงมาให้เป็นเกียร์ที่วิ่งได้แค่ 40-50km/hr ซึ่ง(นั่นอาจ)เป็นเกียร์ 2 วิธีการนี้ทำให้เราเข้าโค้งนี่ได้ปลอดภัยโดยมีความเร็วไม่เกิน 40-50 km/hr หลักการประมาณนี้ครับ

แต่ ๆ ๆ ๆ ๆ จริง ๆ แล้ว คนที่ขี่ชำนาญจะจำสลับกันครับ คือ เขาจะไม่จำว่าต้องความเร็วเท่าไหร่ เขาจะจำไปเลยว่า โค้งหน้าตาประมาณนี้เขาควรจะใช้ "เกียร์" ไหนเข้าโค้ง ไม่ใช่จำว่าใช้ "ความเร็ว"เท่าไหร่ครับ เพราะฉะนั่นจะรู้ได้ไงหละว่าโค้งไหนใช้เกียร์ไหนเข้าได้ -------->เราก็ต้องไปลองหัดในสถานที่ปิด ที่ปลอดภัย เช่นใน สนามแข่ง เพื่อให้เรารู้ลิมิตรถเรา แต่ถ้าไม่มั่นใจ ก็ลดเกียร์ลงมาต่ำ ๆ หน่อย จากประสบการณ์ เกียร์ 2 เข้าได้เกือบทุกโค้งอย่างปลอดภัยครับ (ยกเว้นไอ้โค้งแบบพับผ้าแบบบนภูทับเบิก อันนั่นผมต้องลงถึงเกียร์ 1)

เพราะฉะนั้นที่คนบอกว่า การเชนเกียร์เพื่อหยุดรถนั้นเป็นวิธีการที่ "ผิด" --- ในความหมายนั้นก็ถูกเหมือนกันครับ เพราะจริง ๆ แล้ว การหยุดรถเราใช้เบรค ส่วนเชนเกียร์ แค่เป็นอีกตัวช่วยนึง ย้ำอีกทีว่าวิธีเชนเกียร์ไม่ได้ทำมาเพื่อใช้ในการหยุดรถ มันแค่มีผลพลอยได้ให้ความเร็วรถลดลง



จริง ๆ แล้วหลักการ คือ ถ้าเราวิ่งในเกียร์ที่ต่ำ โดยมีรอบที่สูง จะทำให้เรามีแรงเครื่องยนต์ช่วยฉุดความเร็วรถเราลง (engine break) และ เมื่อถ้าเราอยากเร็วก็เปิดคันเร่งเพิ่มได้ ฉะนั้น ถ้าเราวิ่งที่เกียร์ต่ำลงมาหน่อย เราก็จะสามารถควบคุมความเร็วรถเราทั้งหมด ได้ด้วยข้อมือเรา

คือ ด้วยความเร็ว 100km/hr เราอาจวิ่งที่เกียร์ 5 ที่ 3000 รอบก็ได้ หรือ เราจะวิ่งที่เกียร์ 4 ที่ 6000 รอบ ก็ได้ กรณีที่เขาให้เชนเกียร์ลง เพราะเขาอยากให้เราลงมาคุมความเร็ว 100 km/hr ที่ 6000 รอบมากกว่า เพราะที่ 6000 รอบ เมื่อเราปิดคันเร่งในจังหวะรอบสูง เครื่องจะดีงความเร็วรถลงมาเองอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องเบรคด้วยซ้ำ แต่ แต่ แต่ แต่ ก็ไม่ใช่ว่า วิ่งความเร็วที่ 100 km/hr แล้วกดเกียร์ลง 3-4 เกียร์ พรวดเดียวจนมันดีดไป 12000 รอบ อันนี้คือ เครื่องพังแน่ (ตัวเลข ยกมาเป็นแค่ตัวอย่างนะครับ รอบเครื่องเท่าไหร่ อันนี้ต้องแล้วแต่รุ่นรถด้วยครับ)

แต่เราก็สามารถประยุกต์หลักการ เชนเกียร์ ข้างบน มา "ช่วย" ทำให้รถลดความเร็วเพิ่มไปได้ด้วยครับ

ตัวอย่าง VDO รายการ กบนอกกะลา สาธิต โดย อ.โฮ้ เรื่องเบรค ดูได้ช่วง นาทีที่ 4 เป็นต้นไปครับ



เวลาเราเอามาประยุกต์ใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องลดแบบฮวบฮาบ 645321 อันนี้เครื่องพังแน่ จริง ๆ แล้ว เราลด 65. .4 . . 3 . . ไม่ต้องถึง 2 ก็มีผลช่วยดึงความเร็วเราลงทำให้เบรคเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วครับ

ตอน 6 ลงมา 5 แทบจะเรียกว่าลดได้เลย เพราะรอบเครื่องตอนที่เราอยู่เกียร์ 6 มันไม่ได้สูงมาก และช่วงเกียร์ 5 กับ 6 ปกติก็ไม่ต่างกันมาก ลด 6 ลง 5 ทำได้สบาย ๆ ครับ แต่ที่เริ่มอันตรายและส่งผลกับเครื่องมาก ๆ คือ 3 ลง 2 และน่ากลัวสุด คือ 2 ลง 1 ครับ น่ากลัวยังไง จังหวะนั่น ล้อจะล็อคไปเสียววิครับ (แก้อาการล้อล็อคได้ด้วยวิธี Blip the throttle) ซึ่งจังหวะนี่แหละที่เราควรหัดลองทำ แต่ไม่ได้แนะนำว่าให้ "เอามาใช้ตลอดเวลา" นะครับ

ตัวอย่างวิธีการทำ Blip the throttle (ผมว่าช่วง 2.20 น่าจะเห็นชัดสุดนะครับ) ถ้าทำคล่องจะลดอาการท้ายล็อคสไลด์ เวลาลงเกียร์ต่ำ ๆ ได้ และช่วยทำให้เวลาเชนเกียร์ลง smooth ขึ้นมากกกกกก

ปล หรือถ้าใครขี่เกียจหัดก็หารถมี slipper clutch มาใช้ก็ได้นะครับ มันคือ เทคโนโลยีที่เอามาช่วยตรงนี้ครับ



รถจะพังมั้ย เช่น ผมเอารถไปหัดขี่สนามไทยแลนด์ เซอร์กิจ ทุกโค้งผมเชนเกียร์ลง ก่อนเข้าโค้งทุกโค้ง อาจจะลง 1เกียร์ หรือบางทีลง 2 เกียร์เลย คือ ประมาณว่า ในระยะ 5 เมตร บางทีผมลงมา 2 เกียร์ ต่อ ๆ กัน

ถามว่ารถพังมั้ย??? ผมขี่ทั้งวันประมาณ 30 รอบ ไม่มีอะไรพังครับ

ถามว่าสีกหรอมั้ย??? ผมก็ยังใช้โซ่เสตอร์เส้นนั่นได้ เป็นหมื่นโล

แต่ แต่ แต่ แต่ ถ้าผมทำแบบนี้ทุกวันแบบนักแข่ง รับรองได้เลยว่าโซ่เสตอร์เครื่องไปเร็วแน่นอนครับ

พอจะเห็นภาพมั้ยครับ ถ้าเราเอามาหัดใช้จนชำนาญ ไอ้ช่วงที่เราหัดมันไม่ได้ทำให้เครื่องสึกหรอขนาดว่าเดือนหน้าต้องเปลี่ยนหรือพัง แต่ถ้าเราอุตริใช้มันตลอด เอ๊ะ อะ เอ๊ะ อะ อะไร ไม่จำเป็นก็ยังเชนเกียร์เล่นโชว์ เชนมันทุกเลี้ยว เข้าซอยบ้านก็เชน จะจอดสี่แยกก็เชนมันทุกแยก อันนี้สึกหรอเร็วแน่นอนครับ

(อันนี้ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด และฟังเสียงไม่ผิด) คือ ทั้ง 2 คัน มี ABS ทั้งคู่ ใช่ ABS ทั้งคู่ แต่คันใกล้กล้องใช้ ปริมาณการเบรคที่มากที่สุด ในจุดก่อนที่ ABS จะเริ่มทำงาน ("threshold combination braking"- the maximum amount of braking, using both the front and rear brakes, before either a locked wheel or ABS activation) ไม่แน่ใจว่า แต่ฟังเสียงเหมือนมีเชนเกียร์ "ช่วย" เพิ่มเข้าไปด้วย



สุดท้าย ถ้าเจอเหตุการณ์กระชั้นชิด เราควรต้องใช้เชนเกียร์ช่วยมั้ย??? ต้องกดเบรคยังไง??? ผมตอบได้เลยว่า "ไม่ต้องคิดอะไร" ครับ จุดนั้นร่างกายมันจะเป็น reflect ไปเอง ยิ่งถ้าคุณฝึกทำแบบไหนมาบ่อย ๆ พอเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า ร่างกายมันจะทำของมันเอง เชื่อเถอะว่าตอนนั้นคุณไม่มีเวลาคิด ไม่มีเวลาจัดแจงท่าทางอะไรเท่าไหร่หรอกครับ เพราะฉะนั้น "ช่วงนี้ยังว่าง" ฝึกจนให้ร่างกายเคยชิน นะครับ



ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคแบบไหน จะเชน/ไม่เชน จะมี/ไม่มี ABS ถ้าเราฝึกจนเคยชินแล้ว ลดอุบัติเหตุ จากหนักเป็นเบาได้แน่นอน แต่อยากฝากไว้คือ ไม่ว่าเทคนิคไหน ก็ต้องใช้ "ระยะ" ในการเบรค ไม่มีเทคนิคในโลกนี้ที่ทำให้วัตถุหยุด "กึ๊ก" ได้ทันที เพราะฉะนั่นขับขี่ต้องเพื่อระยะหยุดไว้เสมอนะครับ "อย่าประมาท" ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า "อย่าประมาท"

ที่เขียนขึ้นมา ทั้งหมดทั้งมวล คือ อยากให้ "หัด" หาเวลาไปหัดทุกรูปแบบ ทั้งเบรคแรงให้ ABS ถีบ, เชนเกียร์ "ช่วย" ,หรือถ้าจะเอาให้อัพ skill ลองถอดฟิว ABS ออกแล้วฝึกด้วยก็ดี เพราะ ถ้าเราจำลองเหตุการณ์เหมือนว่า เคยเจอมาแล้ว เคยทำมาก่อน มันก็เหมือนทำข้อสอบเลขคณิตส์หละครับ เวลาสอบจริงเราก็จะทำคะแนนได้ดี สอบผ่าน แต่ถ้าเราไม่เคยฝึก ไม่เคยลองเลย รอให้ไปเจอในสนามสอบเลย ปัญหา คือ เราตกใจ Panic และ สุดท้ายก็ทำมันเสียไปหมดครับ

"อยากจะหัดลองในลานโล่งๆ หรืออยากไปหัดลองใช้ทีเดียวบนถนนหลวงเลย หละครับ " 


ที่มา http://pantip.com/topic/34216250


*********************************************************************************************************************


เปลี่ยนบรรยากาศมาเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อบ้างนะครับ หลายๆคนอาจจะมีความคิดเหล่านี้อยู่ในหัว   
นำบทวิเคราะห์มาให้อ่านนะครับว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นจริงหรือไม่

 

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake 
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด"  จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน  สาเหตุจากถูกกระชากอย่างรุนแรง เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ ซึ่งผิด

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ

1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

จริง ๆ แล้วหลักการ คือ ถ้าเราวิ่งในเกียร์ที่ต่ำ โดยมีรอบที่สูง จะทำให้เรามีแรงเครื่องยนต์ช่วยฉุดความเร็วรถเราลง (engine break) และ เมื่อถ้าเราอยากเร็วก็เปิดคันเร่งเพิ่มได้ ฉะนั้น ถ้าเราวิ่งที่เกียร์ต่ำลงมาหน่อย เราก็จะสามารถควบคุมความเร็วรถเราทั้งหมด ได้ด้วยข้อมือเรา เมื่อต้องการใช้ เกียร์ที่ต่ำ โดยมีรอบที่สูงเพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลงในแต่ละเกียร์ โดยสัมพันธ์กับความเร็ว ต้องฝึกจนชำนาญ ในการใช้และฟังจากเสียงเครื่องยนต์ในการเใช้ Engine Brake มาหน่วงชะลอให้รถไหลช้าลงในแต่ละเกียร์โดยสัมพันธ์กับความเร็ว

การจะเริ่มใช้ "เชนเกียร์" ช่วย ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า "เชนเกียร์" ไม่ได้ใช้เพื่อ "เบรค" แต่มันเป็นแค่ "ผลพลอยได้" ที่ทำช่วยทำให้รถเรา "ช้าลง" อีกทาง ย้ำอีกครั้งว่าเป็นผลพลอยได้ เชนเกียร์ ไม่ได้เป็นเทคนิคที่สร้างมาเพื่อใช้ในการเบรค

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม เพื่อชลอรถ และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง   



ยากลำดับ 2 ลองทำดูครับ คือ เบรคหนักๆ[/b อันนี้ควรต้องเริ่ม "หาโอกาสฝึก" ครับ เพราะปกติแล้วไม่ค่อยมีคนอยู่ดี ๆ ก็เบรคแบบสุดแรงเกิดแน่ ๆ ครับ


สุดท้าย ถ้าเจอเหตุการณ์กระชั้นชิด ฉับพลันทันทีทันใด เราควรต้องใช้เชนเกียร์ช่วยมั้ย??? ต้องกดเบรคยังไง???  ตอบได้เลยว่า "ไม่ต้องคิดอะไร" ครับ จุดนั้นร่างกายมันจะทำไปเองโดยอัตโนมัติ ยิ่งถ้าคุณฝึกทำแบบไหนมาบ่อย ๆ พอเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า ร่างกายมันจะทำของมันเองช่วงเวลานั้นคุณไม่มีเวลาคิด ไม่มีเวลาจัดแจงท่าทางอะไรเท่าไหร่หรอกครับ เพราะฉะนั้น "ช่วงนี้ยังว่าง" ฝึกจนให้ร่างกายเคยชิน จนเมื่อเจอเหตุการณจริงร่างกายจะตอบสนองไปในทางที่ฝึกมานะครับ


*** การแบนโค้ง  การจัดแต่งรถให้เสร็จก่อนเข้าโค้ง ทั้งความเร็วและท่าทาง โดยใช้ Engine Brake *** มาใช้ จะดี มีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว ***  ทำให้เราควบคุมรถได้ง่าย และเปิดคันเร่งต่อได้ สะดวกต่อการควบคุมรถ การทรงตัวของรถก็จะดีกว่า ในการเข้าโค้ง สามารถเดินคันเร่งต่อได้ดีกว่า ในการเข้าโค้ง

****  หากใช้ร่วมกับระบบเบรค  ระยะเบรคจะสั้นกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว ก่อนเตรียมตัวเข้าโค้งได้ทัน *** เข้าให้ช้าออกให้ไว ***  สำคัญมาก เพราะเครื่องหน่วงในรอบที่พอดี ทำให้เราควบคุมรถได้ง่าย    กว่าการเบรคอย่างเดียว เพราะกำลังเครื่องที่พอดี เหมาะสมกับความเร็วและรอบเครื่อง  ถ้าจะเล่นโค้ง Engine Brake  สำคัญมาก ก่อนเข้าโค้งและ สามารถเปิดคันเร่งต่อได้พอดี กับจังหวะรอบเครื่อง 

จากการลดเกียร์ลงขณะวิ่ง เอ็นจิ้น เบรค นี่คือ ปิดคันเร่ง กำครัช เชนเกียร์ลง ปล่อยครัช   นั่นละเอนจิ้นเบรคทำงานแล้ว ครับ มากน้อยอยู่ที่ความเร็วรอบและเกียร์ เพื่อชลอรถ ซึ่งถ้าเปลี่ยนเกียร์แล้วไม่คืนคันเร่ง เครื่องจะหน่วงน้อยมาก   ถ้าแค่ปิดคันเร่งอย่างเดียวรถจะหน่วงแต่ยังไม่พอทันที หากเปลี่ยนมาเกียร์ต่ำลงมาแล้ว 1 จังหวะ แล้วเครื่องยังไม่ตอบสนอง  แสดงอาการหน่วงลดความเร็วให้เห็น  ก็ต้องลดเกียร์ลง ทีละ Step ขณะวิ่ง  โดยใช้ Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแต่ละเกียร์  ไปเรื่อยๆ   คู่กับการใช้เบรคหน้าและหลัง    แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง

   ****   สำคัญเลยคือเวลาใช้อย่าข้ามสเตป  ****  ถ้าเป็นไปได้   ถ้าเชนจ์เกียร์จากสูงลงต่ำมาก จนเครื่องกระชากให้รีบบีบคลัทซ์  แล้วเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น ในรอบที่เหมาะสม จากที่ปรับเกียร์ลงผิดจังหวะ ลองเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทซ์เพื่อหารอบที่เหมาะสม  อย่างขี่ 6 ตบ 5 โอเค แต่ถ้า 6 ตบ 4,3 อย่างนี้ชุดครัชมันจะทำงานหนักมากครับ หัวอาจทิ่มได้  ในช่วงกำคลัทซ์ต้องเบิ้ลช่วยให้รอบสูงนิดนึงครับ เเล้วปล่อยคลัทซ์รถจะไม่ดึงครับ 

ต้องลองฝึกบ่อยๆๆๆ จนชำนาญ  ******






 เพราะบางทีการเบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ  ต้องใช้ Engine Break  ช่วย ร่วมกับเบรคหน้า  เบรคหลัง ใช้เกียร์ช่วย   เวลาเข้าโค้งก็เช่นกัน Engine Break จะช่วยให้เข้าโค้งอย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องแตะเบรค และการที่เราอยู่เกียร์ต่ำ รถจะมีแรงบิดลงล้อที่สูง คราวนี้การควบคุมรถได้ดังใจ การทรงตัวของรถก็จะดีกว่าการใช้เกียร์สูง แล้วเบรคเอา    เพราะรู้สึกถึงความหน่วงได้ชัดเจน พอหน่วงแล้วก็ใช้เบรคช่วย    คือรู้แน่ๆ ว่าสามารถหยุดรถได้ในระยะทางที่ต้องการ  หากมีอะไรฉุกเฉิน สามารถหลบได้ดั่งใจ

 :125:    :10:  *****  เพราะถ้าสามารถใช้  Engine Break  ช่วย ร่วมกับเบรคหน้า  เบรคหลัง   เพื่อหยุดรถ  หรือชลอ จนชำนาญ    ทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ที่คุณประเมินว่า ใช้เบรคอย่างเดียวเอาไม่อยู่แน่    หรือไม่ชัวร์  . . . .   *****





*****    คุณจะได้การเบรคที่มีประสิทธิภาพ สมบูรณ์แบบ

**  สามารถหยุดได้ดังใจ  ควบคุมรถได้ง่าย ******  :10:  :125:
 

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18/03/16 @18:31:16 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ