Facebook CVT สำหรับการเชื่อมโยงในทุกมิติ คลิกที่นี่


ผู้เขียน หัวข้อ: ///การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง-Slow ///  (อ่าน 6409 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง

การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง สนามแข่ง   ระดับโลก  ดูเป็นแนวทาง 












“ปลายทางที่เหล่า Bikers อยากทำได้ทุกคน”

***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม
***

 


การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง เข่าเช็ดพื้น....คงทำไม่ได้เหมือนสนามแข่ง กับท้องถนนทั่วไป
เพราะบนถนน นอกจากทักษะการขับขี่และประสบการณ์แล้ว   ยังมีสภาพถนน  สิ่งแวดล้อม
ที่เป็นตัวแปร  มีทั้งฝุ่นทราย ใบไม้  ผู้ใช้ถนน  ร่วมทางไม่ดี   อันตราย..ต่อการขับขี่  และควบคุมรถ
ถ้าจะแบน...เล่นโค้ง....ต้องรู้เส้นทาง  และคุ้นเคยกับโค้ง..นั้นๆพอสมควร 
ใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้ง
ได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป
ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย
  เข้าให้ช้า  ออกให้ไว จะปลอดภัยกว่า

***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง  ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม ***

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้...และสัมผัส....แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ...ในโค้ง ปรับท่าทาง...ให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***

เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน



****  เพราะการเรียนรู้ด้วยตนเองกับการขับขี่  BigBike ค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ  มากน้อย   แล้วแต่การขับขี่และการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นๆๆ ว่าถูกต้องหรือไม่กับสถานการณ์ ****

ทั้งการใช้สมรรถนะของรถและคน ในการควบคุมการขับขี่่ ให้ถูกต้อง ถูกหลักและปลอดภัยทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น   

การตัดสินใจ ที่ผิดพลาดในช่วงเสี้ยววินาที กับ BigBike น่ากลัวครับ มีข่าวคราวสมาชิกเราสูญเสียไปมากมาย.....


 พื้นฐาน ทักษะ การขับขี่ BigBike ยิ่งสำคัญมาก  ท่าทางการขับขี่  การใช้เบรค   การใช้คันเร่ง  การเข้าโค้ง  จะทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ  มีความสุข  สนุกกับการขับขี่  มากขึ้น 

  :-\  ***  ลองฝึกและปฏิบัติให้คล่อง  จะช่วยให้ขับขี่ง่าย....สนุก และปลอดภัย...มากขึ้น ***
ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน
 
 


นี่คือท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน



ความเร็วรถในการขับขี่ท่าปกติ   เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่ง
ของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ

1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่
แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้ง
ที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆ
จากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น
จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด
ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เรา
สามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

BigBike - Advanced Safety Riding Course Episode 5


สาธิตการเข้าโค้งแบบ Lean With, Lean In, Lean Out






ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์
ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้อง
ใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป
ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย

หลักการในการเข้าโค้งที่ถูกต้อง

credite:Aot Phitsanulok rider

การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
 3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้  และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
 4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น  หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
 เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด

  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...


***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม
***

อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้...และสัมผัส....แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ...ในโค้ง ปรับท่าทาง...ให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***

MotoGP Historic Battles -- Rossi vs Stoner Laguna Seca 08   


MotoGP™ Rewind: Catalunya 2014


MotoGP™ Rewind from Sepang


การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง ระดับโลก



**** พอดีได้ดูคลิปที่เป็นพื้นฐานจริงๆ ที่ควรรู้สำหรับผู้ขับขี่  BigBike  สมาชิกลองดูเล่นๆๆ  ไว้ทบทวนกันครับ ยิ่งถ้าสมาชิกใหม่ที่เพิ่งมาจับ  BigBike ควรเรียนรู้อย่างยิ่งเพื่อสั่งสมประสบการณ์ ให้มีสะสมมากขึ้นเรื่อยๆๆ ทั้งจากเรียนรู้ตรงจาก ตัวเราเอง แล้วต่อยอด จากสมาชิกเก่าๆๆ ผู้อาวุโส ต่างๆ  จะทำให้การขับขี่ ได้ดังใจ ปลอดภัยทั้งตัวเราและผู้อื่น

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
[/b]
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน  สาเหตุจากถูกกระชากอย่างรุนแรง เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ ซึ่งผิด

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ

1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง   

 Example การใช้  Engine Brake 
 







///  Engine Brake   ////  ที่นิยมใช้คือ  ในทางราบ และในทางลาดชัน ทางขึ้นเขา ลงเขา 

 ในทางราบ คือถอนปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแตละเกียร์  แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง การลดเกียร์ลงต่ำ และเรียก Engine Brake  แต่ละเกียร์  เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถ และการทรงตัว  ได้ง่าย   

  ในทางลาดชัน ทางขึ้นเขา ลงเขา [/b]  มันทำให้ระบบเบรคปรกติของรถ"ไม่ร้อน"เกินไป ทำให้ระบบเบรคยังคงสมบูรณ์พอที่จะใช้เบรคได้ดีในการเบรคครั้งต่อๆไปครับ  ส่วนใหญ่จะเป็น ** ตอนลงเขา ** ใช้ในสถานการณ์  ตอนที่รถพุ่ง ลงจากเขา หรือเนินลาดชันยังไงล่ะครับ  หรือเส้นทางลงเขาตามภาคเหนือที่เป็นทางโค้งยาวหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร ถ้าใช้เกียร์สูงรถก็จะไหลเร็วเกินไป   ทำให้รถพุ่งทะยานไปเร็วขึ้นๆๆ     พอถึงโค้งเราต้องบเบรค  แต่เมื่อเจอหลายโค้ง  ก็เบรคหลายครั้ง     จะทำให้ผ้าเบรคซึ่งเสียดสีกับจานเบรคบ่อยครั้ง  (ที่เรียกว่า เลียจานเบรค)  จนจานเบรกระบายความร้อนไม่ทัน  ทำให้ร้อน และไหม้   จะได้กลิ่นเหม็นไหม้ลอยเข้ามาแตะจมูก   เมื่อระบบเบรคร้อน (ซึ่งได้แก่ ปั้มเบรค น้ำมันเบรค ลูกสูบเบรค จานเบรค ผ้าเบรคฯ) จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการหยุดรถด้วยเบรค จะลดลงอย่างมาก (ขึ้นกับว่าเลียจานเบรคมากน้อยแค่ไหน)   ทำให้เวลาที่เราต้องการใช้เบรคจริงๆ  เช่น มีสัตว์วิ่งตัดหน้า  หรือมีการหักหลบ หยุดสิ่งกีดขวาง ขอบเหวเบื้องหน้า  เบรคจะไม่สามารถหยุดแบบสั่งได้เหมือนเดิม  (มันจะไหลไปเรื่อยๆ ทีนี้ก็ตัวใครตัวมัน พอใช้เบรคเยอะเกินไปก็จะเกิดความร้อนสูงสะสมในผ้าเบรคและจานเบรคจนเสียสภาพการยึดเกาะ หรือที่เรียกว่า "เบรคแตก" เบรคไหม้ เบรคหาย เบรคไม่อยู่  )   
ดังนั้นความหมายอีกประการของการใช้เอนจิ้นเบรค คือ การสงวนระบบเบรคให้มันคงประสิทธิภาพเต็มร้อยอยู่เสมอ(ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วย) เพื่อไว้ใช้มันในโอกาสที่เราต้องการใช้เบรคจริงๆ

 :125: ***  การใช้เอนจิ้นเบรค  จะนิยมใช้ตอนลงจากที่สูงชัน  คุณคงเคยเห็นป้ายจราจรสีเหลืองติดอยู่ตามริมถนนบนภูเขา  ที่มีรูปรถผงกหัวขึ้นเขา และเขียนว่า “โปรดใช้เกียร์ต่ำ” น่านแหละใช่เลยเข้าพื้นที่ Killing Zone แล้ว   
หลักการควรจำเอาไว้ใช้ตลอดคือ ขับรถโดยการควบคุมรถของคนขับ หมายถึงการใช้เกียร์ ความเร็วรถ และความเร็วรอบเครื่องให้สัมพันธ์กัน ไม่ปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ได้ควบคุมรถ
 
///  Engine Brake   ////  แรงหน่วงที่เกิด.... มาจากการดึงรอบเครื่องลง  จากการลดเกียร์ลงขณะวิ่ง  นั่นละเอนจิ้นเบรคทำงานแล้ว ครับ มากน้อยอยู่ที่ความเร็วรอบและเกียร์ เพื่อชลอรถ ซึ่งถ้าเปลี่ยนเกียร์แล้วไม่คืนคันเร่ง เครื่องจะหน่วงน้อยมาก   ถ้าแค่ปิดคันเร่งอย่างเดียวรถจะหน่วงแต่ยังไม่พอทันที หากเปลี่ยนมาเกียร์ต่ำลงมาแล้ว 1 จังหวะ แล้วเครื่องยังไม่ตอบสนอง  แสดงอาการหน่วงลดความเร็วให้เห็น  ก็ต้องลดเกียร์ลงขณะวิ่ง  โดยใช้ Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแต่ละเกียร์  ไปเรื่อยๆ   คู่กับการใช้เบรคหน้าและหลัง    แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง   เช่น กรณี เมื่อเจอไฟแดงไกลๆ ผมจะไม่เข้าเกียร์ว่าง แต่จะถอนปิดคันเร่ง แล้วลดเกียร์ลง ถอนคันเร่ง  ทีละเกียร์จนได้ความเร็วตามที่เราต้องการ และสามารถบิดคันเร่งรถเพื่ิอไปต่อหรือหลบหลีกได้ตามความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง  การลดเกียร์ลงต่ำลง เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้ อย่างนุ่มนวล   แต่ยังไม่ต้องการหยุดทันที หลักการ คือ ขับรถโดยการควบคุมรถของการบิดและคลอคันเร่งเพื่อไม่ให้เครื่องกระชากหรือฉุดดึงจนรถเสียการควบคุม ขับ หมายถึงการใช้เกียร์ ความเร็วรถ และความเร็วรอบเครื่องให้สัมพันธ์กัน ไม่ปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ได้ควบคุมรถ
การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีโดยไม่เลี้ยงรอบในแต่ละเกียร์ จะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟือง   โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง   เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ  นั่นละครับที่น่ากลัวสุด ลดเกียร์ โดยไม่สัมพันธ์กับรอบเครื่อง  แทนที่จะหน่วงจะกลายเป็นสบัด ไป

" ใช้เกียร์ต่ำลงทีละ Step เพื่อช่วยเบรค ให้เครื่องหน่วง หน่วงมาก หน่วงน้อย อยู่ที่การใช้เกียร์ ไล่ Step  คันเร่ง คลัทซ์  วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว เพราะบางที เบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ ต้องใช้เกียร์ช่วย "

" การใช้เอนจิ้นเบรค ปลอดภัยกว่าการใส่เกียร์ว่าง หรือเปลี่ยนเกียร์ลงแต่กำคลัชท์แล้วปล่อยให้รถไหล ครับ "

 ***   ในสภาพเครื่องยนต์ได้รับการบำรุงรักษาปกติ  การใช้เอนจิ้นเบรค  ไม่ได้ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์และเกียร์มากมายอย่างที่คิด 

 มันเหมือนเป็นช่วงที่เค้นสมรรถนะของมันให้ออกมาเต็มที่นั่นเอง   แต่ความสึกหรอ โซ่ สเตอร์

 ***   ส่วนการสึกหรอ  ส่งผล มากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ Engine break   
 สาเหตุที่เสียหายน่าจะมาจาก การกระแทกเกียร์ลงจากเกียร์สูง ลงเกียร์ต่ำมาก   เช่น   6 โดดลงมา 3 หรือ  2  1

เปลี่ยนเกียร์  ไม่เหมาะสมกับความเร็วและรอบ  ไม่ไล่เกียร์ลง  ทีละ  1 Step  นั่นแหละ

 ที่จะทำให้มันสึกหรอเร็วกว่าปกติ   เกิดการกระชาก  อย่างรุนแรง ถึงเสียหายต่อชุดเกียร์และระบบส่งกำลังได้

  *** แต่เหล่านี้ แลกมาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ก็น่าจะเหมาะสมนะครับ    ***

ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/03/15 @16:28:47 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
การเข้าโค้ง ด้วยรถ....หลากหลายแบบ


มีความเข้าใจว่าเราเลี้ยวรถด้วยมือที่แฮนด์ (Counter Steer) เพียงอย่างเดียว
ซึ่งอันที่จริงแล้ว สายตา เป็นสิ่งสำคัญในการบังคับร่างกายให้ปรับองศาแฮนด์ หัวไหล่ และ ลำตัวให้เลี้ยวตามจุดโฟกัสของสายตาอัตโนมัติ
แต่การใช้สายตาล๊อคเป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยไม่ควรล๊อคเป้าหมายระยะไกล
โดยที่ไม่สนใจสิ่งกีดขวางด้านหน้า หรือเมื่อสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายหรือ กะระยะ รวมถึงสิ่งต่างๆผิดพลาดได้
คิดว่าการปิดคันเร่ง คือ ความปลอดภัยเสมอ และการเปิดคันเร่ง ทำให้ในอยู่สภาวะอันตรายในทุกกรณี
กำคลัทช์ ปล่อยรถไหลเข้าโค้ง ทำให้เครื่องยนต์ไม่มีแรงฉุด หรือแรงเหวี่ยงหนีศูนย์จาก Engine brake มีความเป็นไปได้สูงที่จะแหกโค้ง หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ

ซัดมาเร็วเต็มที่ แต่ดันไปเบรก ตกแต่งความเร็วในโค้ง เป็นวิธีการที่ผิดเช่นกัน
 เมื่อเราอยู่ในโค้งเราต้องมีความสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด หมายถึง ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ไลน์โค้ง
ซึ่งต้องได้รับการตกแต่งจนเหมาะสมมาแล้วก่อนเข้าโค้ง และเมื่ออยู่กลางโค้งจึงใช้ความตึงของรอบเครื่องค่อยๆเร่งออก
โดยเฉพาะมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าให้เร็วให้แรง แต่ควรลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง
เบรค เปลี่ยนเกียร์ ถ้าไม่เทพ หรือมีทักษะดีจริง ต้องทำตอนรถตั้งตรง ก่อนเข้าโค้ง   
มั่นใจในเบรกหรือ ABS มากเกินไป แต่ไม่รู้จักใช้ Engine Break และมักไม่กล้าลดเกียร์ลงเพื่อใช้ Engine break 


 เครดิต : bikersthailand.com

สามเรื่อง...ของการขี่ที่ไม่สามารถเป็นได้ในวันเดียว

ทรงตัว แต่ละถนน แต่ละท่วงท่า แต่ละโค้ง แต่ละคัน แต่ละคนส่งผลหมด
อันนี้จะต้องเรีบนพื้นฐานอ่านทฤษฎีและฝึกหัดบ่อยๆ
เบรค อย่าคิดว่าแค่ หน้า80 หลัง 20ตามตำรา
มันมีอีกมากเช่น คลอเบรค เบรคกระทันหัน เบรคแต่งตัว เบรคหลังพยุงหน้า เบรคเเรง เบรคแบบมี abs กะไม่มี และอีกมากมาย
คันเร่ง ไม่ใช่แค่เร่ง เร่งขึ้นช้าตามรอบ เร่งขึ้นเร็วลากรอบ คลอคันเร่ง ปิดแล้วเปิด เปิดแล้วปิด ระยะคลอที่เหมาะสมแต่ละโค้ง

สามอย่างทีี่ผมคิดได้ตอนนี้ ทฤษฎีเขียนเหมือนกันทุกเล่ม แต่ทำแทบไม่เหมือนกันซักคน
ต้องฝึกฝนให้เรากับรถเหมือนผสานกัน และ สักวันคุณจะขี่แบบที่เค้าเรียกว่า เนียน
วิธีฝึกที่ดี หามือฉมังหรือครูไปเฝ้าดูเราขี่และบอกที่ว่าจุดไหนยังไง แบบประมาณว่าขี่ไปแก้ไปอ่ะ

***เครดิต.. เล็ก กระจอกไรเดอร์ อยากบอกแต่พูดยากจริงๆ  ***



 :-\ ได้ดูวิดีโอ...สาธิตการเข้าโค้งแบบ... Lean With , Lean In, Lean Out

น่าสนใจ...ดีครับ  ลองดู....วิธีการเข้าโค้ง....แต่ละแบบ...ในความเร็วต่าง..กัน   การมองตามโค้ง

เป็นแนวทาง...การเข้าโค้งให้ถูกค้อง....ปฏิบัติให้..ถูกต้อง...เพื่อความปลอดภัย....กันครับ






การเข้าโค้งด้วยความเร็ว


credite: Honda  BigBike Safety Riding

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

หลักการในการเข้าโค้งที่ถูกต้อง
credite:Aot Phitsanulok rider




***  การรับรู้และสัมผัสแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***


 



  การขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 
เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่งของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ


1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้งที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆจากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น

จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เราสามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้


ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” [/color]หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย[/color]


 การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
 3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้  และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
 4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น  หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
 เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด
 

ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ... [/b]



*** การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม ***


แรงเหวี่ยง...หนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี   

ศีกษาและลองทำความเข้าใจ  จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ง่ายขึ้น






**** พอดีได้ดูคลิปที่เป็นพื้นฐานจริงๆ ที่ควรรู้สำหรับผู้ขับขี่  BigBike  สมาชิกลองดูเล่นๆๆ  ไว้ทบทวนกันครับ ยิ่งถ้าสมาชิกใหม่ที่เพิ่งมาจับ  BigBike ควรเรียนรู้อย่างยิ่งเพื่อสั่งสมประสบการณ์ ให้มีสะสมมากขึ้นเรื่อยๆๆ ทั้งจากเรียนรู้ตรงจาก ตัวเราเอง แล้วต่อยอด จากสมาชิกเก่าๆๆ ผู้อาวุโส ต่างๆ  จะทำให้การขับขี่ ได้ดังใจ ปลอดภัยทั้งตัวเราและผู้อื่น




/// การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง(คู่มือ) ///


***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม
***

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้...และสัมผัส....แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ...ในโค้ง ปรับท่าทาง...ให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***

เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน





 :-\  ***  ลองฝึกและปฏิบัติให้คล่อง  จะช่วยให้ขับขี่ง่าย....สนุก และปลอดภัย...มากขึ้น ***
ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน
 
 


นี่คือท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 /// การเลี้ยวแบบ Counter-Steering พลิกพริ้วได้ง่าย ช่วยในการหลบหลีก///
http://www.clubversysthailand.com/()/counter-steering-10387/

****  ลองดูกันครับหลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering  กับบิ๊กไบค์ ซึ่งจะช่วยในควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น  โดยเฉพาะกับ Bigbike cc. สูง ใหญ่..และหนัก..  อย่างเช่นการขับรูปแบบ Gymkhana

เทคนิคหนึ่ง...ที่สำคัญมากในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และทุกคนควรจะทำเป็นคือ Counter Steering อ่านแล้วอาจจะงงว่ามันคืออะไรหนอ? ก็คือการเลี้ยวโดยหักแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้หักแฮนด์ไปทางซ้าย  จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะหักสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับสำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งมือใหม่หรือเก่าทุกระดับประสบการณ์ซึ่งเต็มไปด้วยเคล็ดลับการปฏิบัติและคำแนะนำ   ต้องการที่จะแสดงให้ เห็นวิธีการที่จะปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น 8)

เลี้ยวด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  โน้มเอียงตัวช่วยเล็กน้อย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา....โน้มเอียงตัว....
ลองทำสลับ...ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  วงเลี้ยว..มากน้อย อยู่ที่เรา...เอียงตัว..และความเร็ว....ที่ใช้
การใช้เอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วยเล็น้อย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ 
ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ง่ายขึ้น Action น้อยกว่าแบบเดิมๆๆ...ลองทำเปรียบเทียบ...กันดูครับ


***  จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร 
สักพักจะเริ่มชิน..ไปเองครับ การเลี้ยวและการเข้าโค้ง...จะเป็นเรื่องสนุก...และง่ายขึ้น... 
 
/// ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ ///

ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ แล้วลองโน้มเอียงตัวไปด้านซ้าย เพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม   ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง.....เล้ยวซ้ายหรือขวา มากน้อย อยู่ที่เราเอียงตัวและความเร็ว....ที่ใช้


Bigbike  มองให้...ไกลๆ ... อ่านทุกอย่าง..บนท้องถนน...ให้ขาด 

 ****** ลดอันตรายและความรุนแรงของอุบัติเหตุให้น้อยลง  โดยใช้ " S.E.E "    มาช่วยในการวิเคราะห์ คาดการณ์ ดูว่า อะไรเกิดขึ้น เลือกตำแหน่ง ช่องเดินรถ ช่วยการมองเห็น  ลดความเร็วลงเมื่อถึงจุดเสี่ยง  จุดอันตราย    ทางสี่แยก ( จุดบอด )
****  เพราะบางครั้ง  ถ้าเราขับขี่  โดยประมาท   ส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา    ถ้าเกิดแล้ว  อะไรจะเกิด
 หรือตามมาบ้าง    อุบัติเหตุส่วนใหญ่บนท้องถนน  ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดก็คือ  ชาวสองล้อเรา  นี่เอง   *****   

 การปรับเปลี่ยนวิธีการขับ โดยใช้ " S.E.E "    เป็นข้อปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ
/////////   การค้นหา(Search)
///////////////     การประเมิน(Evaluate)
/////////////////////     ปฎิบัติ(Execute)
 

 Search

* มองกวาดทั่วๆรอบๆ มองให้ไกล เลยคันหน้า..ถัดไป ..ถัดไป .. ไม่เพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มองไปมาตลอด
* สำรวจรอบๆ  ทั้งสองด้าน   ด้านหลัง หมั่นมองกระจกข้าง   ทั้งสองข้าง เช็ครอบๆๆตัว
*  คอยดูตำแหน่งรถ รถข้างๆๆ  และการจราจรรอบตัว สภาพถนนที่น่าจะเกิดอันตราย  คาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น
*  จุดสำคัญที่ต้องเลี่ยงอันตรายและช่องทางในการหลบหลีกหรือเลี่ยง
Evaluate
* ดูว่ารอบตัวมีอะไรที่อาจจะเป็นภัยต่อเรา  บริเวณที่มี ความเสี่ยงสูง 
* ถนนและลักษณะของพื้นผิวของถนน  มัน เงา ด้าน ลื่น เส้นแบ่งถนน นูน ฝาท่อ ต่างๆ  ทราย คนข้าม ถนน หมา แมว
* รถตู้ รถเมล์ แว๊นซ์อื่นๆ รถยนต์ทั่วไป ท่าทีแต่ละคัน ตั้งท่าออก เปลี่ยนเลน ยังไง ให้คาดสถานการณ์ ล่วงหน้า  เขตชุมชน
* จุดกลับรถ การกลับรถกะทันหันเป็นจุดสำคัญที่อันตรายมากที่สุด   

Execute
* หลบเลี่ยงจุดที่อาจจะเกิดอันตราย ทางร่วมทางแยก จุดกลับรถ  ปรับตำแหน่ง และ/ หรือทิศทาง 
*  คาดการณ์ถึงปัญหาที่น่าจะเกิดอันตราย 
* รถตั้งท่าจะเบี่ยง ก็เบรค หรือ ชะลอ แล้วหาทางหลบไปอีกทาง
* น้องหมาทำหน้างงๆ ก็ผ่อนซักนิด บีบแตรเตือนซักหน่อย
* รถตู้ เข้า-ออกป้าย ก็หลบๆซะนิด
 

นอกจากนั้นก็
* สติ - ถ้าเป็นพวกขี่แล้วเหม่อ ก็ปรับตัวเอง  สติ  จดจ่อกับการจราจรรอบตัวข้างต้น   
* ทักษะ - ฝึกเท่านั้น ระมัดระวัง     ไม่ประมาท
* ความพร้อมที่จะล้ม (เครื่องป้องกัน ) "

  ****** ลดอันตรายและความรุนแรงของอุบัติเหตุให้น้อยลง  โดยใช้ " S.E.E "    มาช่วยในการวิเคราะห์ คาดการณ์ ดูว่า อะไรเกิดขึ้น เลือกตำแหน่ง ช่องเดินรถ ช่วยการมองเห็น  ลดความเร็วลงเมื่อถึงจุดเสี่ยง  จุดอันตราย    ทางสี่แยก ( จุดบอด )








 :125:   :10:   Bigbike  มองให้...ไกลๆ ... อ่านทุกอย่าง..บนท้องถนน...ให้ขาด 

ประเมินและเตรียมรับ....สถานการณ์.. ต่างๆ  มีสติ...อย่าเหม่อ.....อย่าเข้าจุด....อับสายตา  ที่มองไม่เห็น.....ข้างหน้า 

หรือมุมจุดอับของรถยนต์ ที่มองไม่เห็นเรา  ถ้าเราวิ่งตาม...หลังรถยนต์  รถตู้   รถใหญ่ รถบัส รถบรรทุก.....ยิ่งอันตราย

 
สำคัญมาก ความปลอดภัย การใช้ความเร็ว ที่เหมาะสม  จังหวะ การขับขี่

อยู่ที่การประเมินคาดการณ์  สถานการณ์  ข้างหน้า  มองให้ไกล  และมีเวลาที่เรา มีสติ

จะตัดสินใจ ใช้อะไร รับสถานการณ์ ที่ จะเกิด ขึ้นข้างหน้า แล้วแต่สถานการณ์

ซื่ง ดีกว่า วิ่งเข้าไปแล้วไม่ทันตั้งตัว   เอา....อยู่   ไม่...อยู่  ก็ว่ากันไป ไครจะใช้ ...

เบรค เพื่อหยุดรถในกรณีฉุกเฉินได้ดีกว่ากัน   หรืออาจจะ.......ไม่ทัน......ได้เบรคเลย


***    ไม่ชัวร์  50-50  อย่าเสี่ยง  หรือวัดดวง  .... อาจดวง....  ***

 
***  ส่วนใหญ่  รถยนต์ รถ ใหญ่  คนเดินถนนทั่วไป  จะประเมินคาดการณ์ ความเร็วในการวิ่งมาถึงตัวของรถ BigBike 

ต่ำกว่าความเป็นจริง  ถ้าเทียบรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปกับรถBigBike    เพราะความเร็วในการเข้าถึง...จะเร็วกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปมาก

ซึ่ง BigBike ที่เกิดเหตุส่วนใหญ่   คู่กรณี  จะมองว่ามีระยะเวลาพอ... ก่อนที่รถ BB จะมาถึง ... แต่คิดผิด...ซะส่วนใหญ่


เพราะการมองระยะไกลๆๆ บางทีก็แยกไม่ออกว่า   BigBike  หรือรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดกลับรถ  U-turn   ทางแยกต่างๆๆ  ถนนซอยหรือที่เป็นเขตชุมชน   
*** 



สำคัญมาก ความปลอดภัย การใช้ความเร็ว ที่เหมาะสม  จังหวะ การขับขี่

อยู่ที่การประเมินคาดการณ์  สถานการณ์  ข้างหน้า  มองให้ไกล  และมีเวลาที่เรา มีสติ

จะตัดสินใจ
ใช้อะไร รับสถานการณ์ ที่ จะเกิด ขึ้นข้างหน้า แล้วแต่สถานการณ์

ซื่ง ดีกว่า วิ่งเข้าไปแล้วไม่ทันตั้งตัว   เอา....อยู่   ไม่...อยู่  ก็ว่ากันไป ไครจะใช้ ...

เบรค เพื่อหยุดรถในกรณีฉุกเฉินได้ดีกว่ากัน   หรืออาจจะ.......ไม่ทัน......ได้เบรคเลย


*****  ถ้าสามารถสร้างจินตนาการ สมมติ....ตนเอง อยู่ในเหตุการณ์ จะแก้ปัญหา    วิธีหรือทางออกอย่างไร 

บางครั้ง...เป็นนาทีชีวิต  ชี้..เป็น..ตาย  ได้เลย   ***     
/// บาดเจ็บ  อุบัติเหตุ BigBike การช่วยเหลือเบื้องต้น ///


โดย  คำนึง  ถึง

***   ก่อนเกิดเหุตุ     ;)

***  ระหว่างเกิดเหตุ     

***  หลังเกิดเหตุ         

***  และเหตุการณ์ต่อเนื่องที่จะตามมา     


   เช่น ถ้าโดนชนล้มแล้ว  อยู่กลางถนน    โอกาสที่จะโดนชนซ้ำ  มีสูงงๆๆๆ

อย่าหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่น  ส่วนใหญ่จะไม่ทันการณ์  หรือสายไปแล้ว


 *****   ถ้าคุณขับขี่แบบข้ามาคนเดียว   พยายาม  บันทึกเบอร์  ช่วยเหลือฉุกเฉิน   ตำรวจ   

จส.100  ร่วมด้วยช่วยกัน โดยเฉพาะสถานีวิทยุ  เพื่อการจราจร เกิดเหตุจะช่วยได้มาก  เพราะจะช่วยติดตามในช่วงวิกฤติที่ไม่รู้จะพึ่งพาไคร

และที่สำคัญ  มีสมาชิกที่มีจิตอาสา  ค่อนข้างเยอะๆๆๆมาก  ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สำคัญในการช่วยชิวิต ผู้คน  เพราะอุบัติเหตุในบางสถานการณ์

ในเวลาไม่กี่นาที  ชี้เป็น  ชี้ตายได้เลย  ยิ่งถ้าได้รับการช่วยเหลือจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง   ช่วยลดความรุนแรงที่จะตามมา


/// -"- รหัสรักและหวังดี จากรถใหญ่-"- ///

http://www.clubversysthailand.com/()/'-'-13342/

ลองมาดู.....ดู....รหัสสัญญาณต่างๆ...ที่รถบรรทุก  รถพ่วง  รถใหญ่.....ปล่อย  -"- รหัสรักและหวังดี -"-   ให้เหล่า Riders และผู้ร่วมใช้ทางบนท้องถนน  พบเห็นกันบ่อยๆ  เป็นรหัส...ที่ไม่ธรรมดา.....เลยนะ..ขอบอก

สัญญาณต่างๆ...ที่รถใหญ่  ทั้งหลาย มักจะส่งสัญญาณให้ และพบเห็น....กันบ่อยๆกับผู้ที่เดินทาง...บนถนนทางหลวง....โดยเฉพาะ ตจว.

การนำเสนอ...ดี...ภาพประกอบ.....สมบูรณ์แบบ...ชัดเจน..เยี่ยม..ครับ  ลองพิจารณาศึกษา...และถอดรหัส....    กันดู



//// 10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ////

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=57365.0

วันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อบ้างนะครับ หลายๆคนอาจจะมีความคิดเหล่านี้อยู่ในหัว   นำบทวิเคราะห์มาให้อ่านนะครับว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นจริงหรือไม่
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17/02/15 @23:54:20 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
 :-\ ได้ดูวิดีโอ...สาธิตการเข้าโค้งแบบ... Lean With , Lean In, Lean Out

น่าสนใจ...ดีครับ  ลองดู....วิธีการเข้าโค้ง....แต่ละแบบ...ในความเร็วต่าง..กัน   การมองตามโค้ง

เป็นแนวทาง...การเข้าโค้งให้ถูกค้อง....ปฏิบัติให้..ถูกต้อง...เพื่อความปลอดภัย....กันครับ






การเข้าโค้งด้วยความเร็ว


credite: Honda  BigBike Safety Riding

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

หลักการในการเข้าโค้งที่ถูกต้อง
credite:Aot Phitsanulok rider



***  การรับรู้และสัมผัสแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***


  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 




ความเร็วรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 

เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่งของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ


1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้งที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆจากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น

จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เราสามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้


ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” [/color]หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย[/color]


 การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
 3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้  และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
 4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น  หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
 เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด
 

ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ... [/b]



*** การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม ***


แรงเหวี่ยง...หนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี   

ศีกษาและลองทำความเข้าใจ  จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ง่ายขึ้น






/// การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง(คู่มือ) ///


***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม
***

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้...และสัมผัส....แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ...ในโค้ง ปรับท่าทาง...ให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***

เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน





 :-\  ***  ลองฝึกและปฏิบัติให้คล่อง  จะช่วยให้ขับขี่ง่าย....สนุก และปลอดภัย...มากขึ้น ***
ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน
 
 


นี่คือท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง




/// 9 ข้อปราบเซียน ชี้ชัดว่าคุณยังขับมอไซค์ “ไม่เซียน” ///

http://www.clubversysthailand.com/()/9-13339/

สำหรับใครที่ยังมีพฤติกรรมเหล่านี้ หรือเข้าข่ายการกระทำเหล่านี้อยู่ นี่เป็นสัญญาณเตือนว่า คุณนั้นยังเป็นมือใหม่ในการขี่มอเตอร์ไซค์หรืออาจจะยังไม่รู้จักมันดี อีกทั้งมันยังเป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย มีอะไรบ้างเรามาดูกันครับ


มีความเข้าใจว่าเราเลี้ยวรถด้วยมือที่แฮนด์ (Counter Steer) เพียงอย่างเดียว ซึ่งอันที่จริงแล้ว สายตา เป็นสิ่งสำคัญในการบังคับร่างกายให้ปรับองศาแฮนด์ หัวไหล่ และ ลำตัวให้เลี้ยวตามจุดโฟกัสของสายตาอัตโนมัติ แต่การใช้สายตาล๊อคเป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยไม่ควรล๊อคเป้าหมายระยะไกล โดยที่ไม่สนใจสิ่งกีดขวางด้านหน้า หรือเมื่อสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายหรือ กะระยะ รวมถึงสิ่งต่างๆผิดพลาดได้
คิดว่าการปิดคันเร่ง คือ ความปลอดภัยเสมอ และการเปิดคันเร่ง ทำให้ในอยู่สภาวะอันตรายในทุกกรณี
กำคลัทช์ ปล่อยรถไหลเข้าโค้ง ทำให้เครื่องยนต์ไม่มีแรงฉุด หรือแรงเหวี่ยงหนีศูนย์จาก Engine brake มีความเป็นไปได้สูงที่จะแหกโค้ง หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ
ซัดมาเร็วเต็มที่ แต่ดันไปเบรก ตกแต่งความเร็วในโค้ง เป็นวิธีการที่ผิดเช่นกัน เมื่อเราอยู่ในโค้งเราต้องมีความสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด หมายถึง ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ไลน์โค้ง ซึ่งต้องได้รับการตกแต่งจนเหมาะสมมาแล้วก่อนเข้าโค้ง และเมื่ออยู่กลางโค้งจึงใช้ความตึงของรอบเครื่องค่อยๆเร่งออก โดยเฉพาะมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าให้เร็วให้แรง แต่ควรลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง เบรค เปลี่ยนเกียร์ ถ้าไม่เทพ หรือมีทักษะดีจริง ต้องทำตอนรถตั้งตรง ก่อนเข้าโค้ง

มั่นใจในเบรกหรือ ABS มากเกินไป แต่ไม่รู้จักใช้ Engine Break และมักไม่กล้าลดเกียร์ลงเพื่อใช้ Engine break





“ปลายทางที่เหล่า Bikers อยากทำได้ทุกคน”

ABS  vs. No ABS  อย่างไหนดีกว่ากัน   

 ทุกอย่างมี 2 ด้าน เสมอ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ABS ก็เช่นกัน  เป็นเรื่องของความปลอดภัย

มั่นใจในเบรกหรือ ABS มากเกินไป แต่ไม่รู้จักใช้ Engine Break และมักไม่กล้าลดเกียร์ลงเพื่อใช้ Engine break

มาทำความรู้จักกับ  "  ABS " กันก่อน    รถ CC.. .. มากน้อย ใช้หลักการเดียวกัน  และเพื่อความเข้าใจตรงกัน  ระบบเบรค ABS หรือ  Anti-lock Brake System และใช้  "  ABS "  ให้ถูกต้อง

เทคโนโลยีทางด้านความปลอดภัยที่กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ในปัจจุบัน ABS หรือ ระบบเบรคป้องกันล้อล็อคดูจะเป็นอะไรที่เราหลายคนอยากให้มีในรถที่ขับ ด้วยความเข้าใจว่ามันจะช่วยให้ความปลอดภัย ทว่าสิ่งที่เราหลายคนลืมไปคือต้องรู้จักมันด้วย

ระบบเบรค ABS หรือ Anti-lock Brake System นั้น เป็นระบบที่ใช้การผสมผสานระหว่างระบบกลไกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยหน้าที่มันคือป้องกันล้อไม่ให้เกิดการล็อคเมื่อมีการใช้เบรกหนัก ทำให้สามารถมีโอกาสในการหลบสิ่งกีดขวางช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้
หลักการทำงานของ ABS นั้นพูดไปก็ไม่ยาก เพราะมันใช้การควบคุมแรงดันน้ำมันเบรคที่ดันผ้าเบรค ทำให้ผ้าเบรคถูกจับแล้วปล่อยในระยะถี่ในอัตราส่วน 16 -50 ครั้ง ต่อวินาทีแล้วแต่ผู้ผลิต ทำให้ล้อนั้นไม่ถูกล็อค เมื่อมีการใช้แรงเบรคหนัก แต่อย่าเข้าใจผิดว่ามี ABS แล้ว ทำให้ระยะเบรคสั้นลง เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน

หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่าระบบเบรค ABS นั้นใช้งานอย่างไรกันแน่ แต่ให้จำไว้เลยครับว่า ระบบเบรคนั้นไม่ว่าจะ ABS หรือ ทั่วๆไป สำคัญคือการควบคุมการเบรค ซึ่ง ABS จะเข้ามาทำงานเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อนั้นเริ่มมีความเร็วต่ำ (เกิดการลื่นไถลในขณะเบรค) ระบบ ABS ก็จะรับข้อมูลแล้วสั่งการทันใดและเหล่านี้เป็นข้อห้ามในระหว่างการใช้เบรก ABS

1.ห้ามตกใจ!! หลายคนตกใจเมื่อ ABS ทำงาน  เพราะการคุมแรงดันน้ำมันของระบบ ABS นั้นจะทำให้เกิด   แรงสั่นสะเทือน  สะท้านที่เบรค ซึ่งอาจทำให้ หลายคนตกใจ และนำไปสู่อุบัติเหตุ
2.ห้ามย้ำเบรก หลักการทำงาน ABS จำเป็นต้องใช้การตรวจแรงดันเบรก ซึ่งการทำงานของเบรกนั้นเมื่อเรา เบรกก็จะไปเพิ่มแรงดันน้ำมันในปั้มเบรค ซึ่งเมื่อเราคลายน้ำหนักเบรค แรงดันนั้นก็จะลดลง ผลคือ ABS ไม่ทำงาน ดังน้ันจำไว้ว่าอย่าย้ำเบรค
3.อย่าคลายน้ำหนักเบรก เมื่อ เบรกและ ABS ทำงานแล้ว จำไว้ว่า อย่าคลายน้ำหนัก  เบรกให้ค้างไว้ แล้วให้สมาธิกับการหลบหลีก.....และเมื่อพ้นแล้วถึงค่อยคลายน้ำหนักเบรกได้
4.ทางลูกรังหรือโคลนนั้น ABS อาจอันตราย นี่เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยทราบ แต่บนถนนบางแบบ ABS อาจเป็นต้นเหตุทำให้อันตราย โดยเฉพาะทางลูกรังหรือโคลนนั้น การเบรคโดยใช้ระบบ ABS อาจทำให้มีระยะทางเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกาะถนนที่น้อยกว่าในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งการใช้เบรค ABS จะทำให้รถลื่น ในขณะที่การใช้เบรคที่ล้อล็อคปกติ จะทำให้ล้อกดลงไปเพื่อเพิ่มอัตราการเกาะมากกว่า บางครั้งอาจขุดพื้นผิว เพื่อสร้างระยะหยุดที่สั้นกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ควรรู้เอาไว้เกี่ยวกับระบบ ABS โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งานจำง่ายๆ อย่าย้ำ อย่าคลายน้ำหนักเบรค    เพราะนาทีสำคัญกับ ABS นั้น   เป็นอะไรที่อาจจะทำให้คุณ.....กลับมาเล่า...เรื่องระทึกขวัญกับเพื่อนๆได้



************** ซึ่งสำคัญมากๆๆๆกับการใช้ ABS. ให้ถูกวิธี **************
เพื่อประสิทธิภาพในการเบรค ที่ดี และเต็มประสิทธิภาพ สมบูรณ์แบบ


บนพื้นถนนที่ลื่น, ถนนลูกรัง, ถนนที่มีน้ำขังหรืออย่างในประเทศที่มีอากาศหนาวมาก ๆ มีแผ่นน้ำแข็งเกาะอยู่ ล้อก็จะถูกล็อกตาย แล้วลื่นไถลไปตามทิศทางของแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้น  รถก็จะยังคงไถล ไปตามทิศทางของแรงเฉื่อย อยู่นั่นเอง นี่แหละครับ อันตรายของการที่ล้อล็อกตายในขณะเบรค

ระบบเบรคป้องกันล้อล็อก ABS เกิดมาจากแนวคิดในการแก้ปัญหาการลื่นไถลในขณะเบรค เนื่องจากความฝืดของระบบเบรคมีมากกว่าความฝืดของยางกับพื้นรถ เราทราบกันดีว่า ในขณะเบรคเราไม่ต้องการให้ล้อล็อกตายเพราะจะทำให้ควบคุมรถไม่ได้และการที่ล้อล็อกตายก็เพราะมีแรงจากการเบรคกดอยู่ การทำให้ไม่ให้ล้อล็อก ต้องปลดแรงจากการเบรคออก แต่พอปลดแรงเบรคออก รถก็ไม่หยุด เป็นเงื่อนไขกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

การออกแบบให้ระบบเบรคทำงานแบบจับ-ปล่อยในจังหวะที่เร็วประมาณ 50 ครั้ง/วินาที เพราะพบว่าถ้า ทำได้เร็วมาก ๆ จะทำให้ได้ผลอย่างที่ต้องการทั้งสองทางคือ การที่ล้อไม่ล็อกทำให้ยังสามารถที่จะควบคุมทิศทางของรถได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้รถหยุดได้ด้วย แต่การที่จะให้ระบบเบรคทำงานอย่างนั้นได้ต้องมีอุปกรณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ต้องมีตัวตรวจจับการหมุนของล้อ, มีหน่วยประมวลผล เป็นต้น เพื่อรับทราบว่าความเร็วในการหมุนของล้อแต่ละข้างเริ่มจะหยุดนิ่งหรือแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไรก่อนจะสั่งการให้ระบบเบรคทำงาน รวมทั้งมีชุดปั๊มและวาล์วที่สามารถทำงานด้วยความถี่หลายสิบครั้งต่อวินาที

ลักษณะการทำงานแบบจับ ๆ ปล่อย ๆ นี้เองที่ผู้ขับขี่บางท่านสงสัยว่าระบบเบรคในรถของตนจะผิดปกติหรือไม่ เพราะเมื่อเหยียบเบรคแล้วมีแรงต้านกระตุกถี่ ๆ ที่ เบรค ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเป็นที่มีระบบ ABS ไม่มีอะไรผิดปกติแต่กลับแสดงว่าระบบทำงานได้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่ไม่มีระบบ ABS แล้วมีอาการคล้าย ๆ อย่างนั้น คงต้องนำรถเข้าศูนย์ตรวจเช็กกันเสียทีแล้ว เพราะเบรคอาจจะคดหรือมีชิ้นส่วนอะไรหลุดหลวมก็ได้


ลองดูคลิปกันดูครับ สภาพถนนเปียกลื่น สามารถแยกแยะ  น้ำหนักและรูปแบบการเบรคได้..มากน้อย....แค่ไหน

ABS vs. No ABS




 ** ABS มันเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้เราขับขี่ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ แต่ที่สำคัญมากกว่า คือการขับขี่ที่ไม่ประมาทและมีสติ   

กับอุบัติเหตุจากรถ BigBike  บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้   ต่อให้รถมีหรือไม่มี ABS ก็อย่าให้เกิดขึ้นดีกว่าครับ  ABS  อาจจะมีส่วนทำให้หนักมากๆๆ กลายเป็นเบาได้ .เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเพราะทักษะไม่ดี ตัดสินใจพลาด สภาพร่างกาย จิตใจ ณ.ช่วงเวลานั้นๆๆ   ความรีบ   ความเร่ง   เวลาบีบ  เหตุสุดวิสัย ความเสี่ยง  กับสองล้อ แน่นอน มากน้อย  อยูที่การใช้ความเร็ว  สภาพแวดล้อม
พื้นผิวถนนผู้ร่วมทาง  ความประมาททั้งจากเรา หรือผู้อื่น หรือร่วมกัน

*** ดังนั้นลักษณะการเบรคที่ดีและสมบูรณ์  อยู่ที่การใช้และเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์  ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการใช้เบรคหน้า เบรคหลัง   จังหวะ การแยกแยะน้ำหนักจากการเบรคได้ในระดับเชี่ยวชาญ  สั่งได้ดั่งใจ ทั้งการปิดคืนคันเร่ง  การใช้เครื่องยนต์หน่วง  คือใช้ทุกอย่างประกอบการเบรคทุกรูปแบบ   มาพอสมควร ระดับหนึ่ง   ซึ่งแยกแยะการใช้เบรค   ได้อย่างดี  ว่าเบรคแต่ละแบบ จะส่งผลอย่างไรบ้าง


" ABS จะช่วยในวินาทีฉุกเฉิน เมื่อมีความผิดพลาดจนล้อล็อค ไม่ว่าจะเป็นเพราะทักษะไม่ดี เหตุสุดวิสัย  หรือแม้แต่สิ่งที่ ... มองไม่เห็น   กลั่นแกล้งก็ตาม   การที่คุณไม่ต้องบาดเจ็บ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากความผิดพลาดนั้น รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน   เมื่อเทียบกับตัวเรา ถ้าเกิดล้มบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรืออาจ ... บาดเจ็บ   ไม่ว่าเรา หรือ ผู้อื่นที่เป็นผลมาจากเรา  ยิ่งถ้าถึง........ สาหัส มาก น้อย  แค่นี้ก็ประเมินค่าไม่ได้แล้ว 




 เพื่อความปลอดภัยต่อ.....ตนเอง อย่าเชื่อมั่นใน สิ่งหนึ่ง สิ่งใด มากไป ทุกอย่าง มีเหตุและผล
เชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวเราเอง  ให้มากที่สุด ผิดพลาด....ให้น้อยที่สุด  เพื่อความสุขในการขับขี่
ว่าเรา...อยู่ ประมาณไหน .... เพื่อสั่งสมให้ยิ่งๆๆ ขึ้นไป   



พิจารณา กันดูครับ ABS  เป็นข้อคิดเห็น นะครับ  เลือกไม่เลือก เอา ไม่เอา อยู่ที่เรา ซึ่งประเมินและยอมรับ ความเสี่ยง  ด้วยตนเอง   อยู่แล้วครับ



*** ระวังกันครับ  ขับขี่ปลอดภัย  ไม่ประมาทดีที่สุด    ***


ABS ก็จำลองมาจากการทำงานของระบบเบรคที่ดีและสมบูรณ์แบบในสภาวะไม่ปกติ   ซึ่ง ABS ไม่ใช่รูปแบบเบรคธรรมดา เบา  ปาน กลาง  เอาอยู่ แต่จะเป็นตัวช่วยรูปแบบเบรคในสภาวะไม่ปกติ  คือเบรคกะทันหัน  เบรคเต็มที่ จนล้อล็อคหรือเกือบล็อค[/b][/color]ไม่ว่าจากสภาพถนนแห้ง  ถนนเปียก ลื่น  ฝุ่น ทราย  กรวด  ลูกรัง   ตะไคร่น้ำ    กับสภาพถนนเมืองไทย 

*** ดังนั้นลักษณะการเบรคที่ดีและสมบูรณ์  อยู่ที่การใช้และเลือกใช้ให้เหมาะกับถานการณ์  ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการใช้เบรคหน้า เบรคหลัง   จังหวะ การแยกแยะน้ำหนักจากการเบรคได้ในระดับเชี่ยวชาญ  สั่งได้ดั่งใจ ทั้งการปิดคืนคันเร่ง  การใช้เครื่องยนต์หน่วง  คือใช้ทุกอย่างประกอบการเบรคทุกรูปแบบ   มาพอสมควร ระดับหนึ่ง   ซึ่งแยกแยะการใช้เบรค   ได้อย่างดี  ว่าเบรคแต่ละแบบ จะส่งผลอย่างไรบ้าง





ถ้าขับขี่ไม่เร็วมาก  ไม่ค่อยเบรคแบบกระทันหัน  ขับชิลๆๆ  ไม่จำเป็นครับ  เปลืองเงินเปล่าๆๆ

***  แต่ถ้ามือเก่า-ใหม่  ที่ยังกึ่งๆๆ ยังแยกแยะการเบรค   รูปแบบการเบรค  น้ำหนักการใช้เบรคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ไม่ถูก  ว่าช่วงเวลา   สภาพถนน  พื้นผิวถนน  สภาพแวดล้อม สถานการณ์แบบไหน   ควรใช้เบรค  แค่ไหน  ระดับไหน เอาอยู่   ไม่อยู่   หรือไม่รู้  วัด....ดวงอย่างเดียว   
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางครั้ง  บางครา  ถ้าตัวเราเอง  เป็นประเภท  Human Error บ้างเป็นบางครั้ง  บางครา 
หรือระบบร่างกายรวน ๆๆ เป็นบางช่วงเวลา  ไม่สมบูรณ์   ร้อนไป  หนาวไป  เครียด  เหนื่อย ล้า   ไม่สบาย 
ปัญหาชีวิต.... เมีย...ไม่ตามใจ   [/color]

*** ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้   ตัวช่วยดีกว่า ...ครับ  ยังไงระบบ...กลไก   ก็รวนน้อยกว่า ... เยอะ

*** แนะนำ  ควรใช้   ABS เป็นตัวช่วยดีกว่าถ้ายังไม่อยากเสี่ยง วัดดดวงกับการเบรคเต็มที่ ล้อล็อค  การให้นำหนักเบรคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ไม่ชัวร์ 
เอาง่ายคือมัวซะมากกว่า เอาง่ายทักษะยังไม่สูงพอ แนะนำ  ใช้ ABS เถอะครับ ใช้แบบมีตัวช่วยดีกว่าครับ   ถ้าพลาดแล้วยังมี ABS เป็นตัวช่วย   

*** ซึ่ง ABS เป็นการจำลองรูปแบบการเบรคในระดับที่ควบคุมไม่ได้    อย่าลืมนะครับว่า เสี้ยววินาทีตรงนั้นมันผ่านไปเร็วมาก เบรคกะทันหัน   กันสุดฤทธิ์ สุดติ่ง เปิด ปิด คันเร่ง   ไม่รุ้แยกแยะไม่ออก   บอกไม่ถูก    แตกต่างกันไป    ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นประสบการณ์ตรงของผู้ขับขี่แต่ละคน ประมาณสติแตก ก็จบ
 ABS มันจะช่วยป้องกันการล็อคของล้อเวลาเบรคกระทันหันน่ะครับ คือเราจะสามารถควบคุม แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อม พื้นผิวถนน  รถได้ดีกว่าถ้าเวลาต้องเบรคกระทันหัน ข้อดีมันก็คือตรงนี้แหละครับ
 พิจารณา กันดูครับ ABS  เป็นข้อคิดเห็น นะครับ  เลือกไม่เลือก เอา ไม่เอา อยู่ที่เรา ซึ่งประเมินและยอมรับ ความเสี่ยง  ด้วยตนเอง   อยู่แล้วครับ
แชร์แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ กัน  ดีครับ  เรียน  รู้  ต่อ ยอด กัน ไป  จะได้สั่งสม  ความรู้  ประ สบการณ์  จากที่ได้ ศึกษาแลกเปลี่ยนและลองฝึกฝน
ปฏิบัติ  จนเชี่ยวชาญครับ   เป็น อัตโนมัติ เมื่อเข้าสู่สถานการณ์ จริงงๆๆ 

ทหาร ยัง  มีซ้อม รบ  เราเองก็ เช่นเดียวกัน  ลองความคิด  ลองจินตนาการ และลองปฏิบัติ  ให้ถูกหลัก...และวิธี   
จะมีประโยชน์ ดีกว่า พลาดไปแล้วยัง  งง ๆๆ กับตัวเอง อยู่  ว่าถูก..หรือ...ผิด    กันแน่    ให้พลาด...ผิด...เป็นครู


////  จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ    /////

เพื่อความปลอดภัยต่อ.....ตนเอง อย่าเชื่อมั่นใน สิ่งหนึ่ง สิ่งใด มากไป ทุกอย่าง มีเหตุและผล


เชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวเราเอง  ให้มากที่สุด ผิดพลาด....ให้น้อยที่สุด  เพื่อความสุขในการขับขี่

ว่าเรา...อยู่ ประมาณไหน .... เพื่อสั่งสมให้ยิ่งๆๆ ขึ้นไป   



 
แต่ขออย่างเดียวอย่าหลอกตัวเอง  เข้าข้างตนเอง  อย่าล้อเล่น  กับความปลอดภัย  สี่เท้ายังรู้พลาด  นักปราชญ์  ยังรู้พลั้ง   

เสี้ยว วินาที ที่ชี้..เป็น ชี้..ตาย   บาดเจ็บ สาหัส  พิการ  มาก็เยอะ  เอาอยู   ไม่อยู่ก็ว่ากันไป  ตามแต่ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล 

และอย่ากล้า... จนลืมกลัว...... อันตราย....  ซึ่ง อันตราย.... ถึง....มากๆๆ  .... กับการขับขี่  BigBike ......

ทั้งนี้อยู่ทีไครจะใช้การเบรคได้ดีกว่ากัน กับรูปแบบเบรคเต็มที่  กะทันหัน  สุดติ่ง จนล้อล็อค  เกือบล็อคแล้ว...ปล่อย  เป็นจังหวะได้  เพราะ ABS ก็จำลองลักษณะการทำงานของระบบเบรคนี้เช่นกัน  อยูที่การใช้ได้สมบูรณ์แบบ และดีกว่ากัน   อยูที่ความแม่นยำและความแน่นอนของไครจะมากกว่ากัน  เป็นประสบการณ์ตรงล้วนๆๆครับ ยูที่ตาตุ่ม  เป็นช่วงๆๆ   ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า"ความจำเป็นต่อรูปแบบการขับขี่ของคุณแค่ไหน

" ABS จะช่วยในวินาทีฉุกเฉิน เมื่อมีความผิดพลาดจนล้อล็อค ไม่ว่าจะเป็นเพราะทักษะไม่ดี
เหตุสุดวิสัย  หรือแม้แต่สิ่งที่ ... มองไม่เห็น   กลั่นแกล้งก็ตาม   การที่คุณไม่ต้องบาดเจ็บ
ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากความผิดพลาดนั้น รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน   เมื่อเทียบกับตัวเรา
ถ้าเกิดล้มบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรืออาจ ... บาดเจ็บ   ไม่ว่าเรา หรือ ผู้อื่นที่เป็นผลมาจากเรา 
ยิ่งถ้าถึง........ สาหัส มาก น้อย  แค่นี้ก็ประเมินค่าไม่ได้แล้ว 


*** ระวังกันครับ  ขับขี่ปลอดภัย  ไม่ประมาทดีที่สุด ครับ ***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30/12/14 @19:09:08 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
  ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง   

 
Example การใช้  Engine Brake
 






**** เป็นพื้นฐานที่จำเป็นมาก สำหรับ  BigBike  การใช้   Engine Brake   ให้ถูกต้องและเหมาะสม

****   จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ  **** 


//// 10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ////
http://www.clubversysthailand.com/()/10-10571/


ความเชื่อผิดๆ  “อย่าใช้เบรกหน้า”  บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า  เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่า 50% ใช้เบรกไม่ถูกต้อง!!! ตั้งแต่เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์มา ได้รู้จักกับผู้ขี่มากมายหลากหลายทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ทั้งเพิ่งเริ่มขี่จนถึงขี่มาเป็น 10 ปี มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นใช้เบรกไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีคนสอนเลยหัดเองและคิดว่าถูกต้องแล้วจึงทำแบบนี้มาตลอด, มีคนสอนแต่คนที่สอนเองก็ทำไม่ถูกเลยพาลผิดกันต่อไป, รวมทั้งการเบรคในการเข้าโค้งฯลฯ

คราวนี้เราลองมาดูกันว่าผลที่ได้ (ซึ่งมันผิด) มีอะไรบ้าง
• ใช้เบรกหลังเป็นหลัก (ใช้เบรกหน้าน้อยมากหรือแทบไม่ใช้เลย)
• กำคลัทช์เวลาเบรก
• เข้าใจว่าเบรกหน้าแล้วจะทำให้รถพับล้ม หรือตีลังกา
• เข้าใจว่าเบรกจนล้อล็อกเป็นการเบรกที่ดี
เหล่านี้คือความเข้าใจที่ผิดทำให้การเบรกไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ระยะทางเบรกมากกว่าที่ควร ซึ่งอาจไม่เพียงพอในสถานการณ์คับขันและเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ เอาหล่ะ... เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเบรกที่ดี ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

 จะว่าไปในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น เราจะใช้เบรกเมื่อต้องการลดความเร็วหรือหยุดรถ อาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราเบรกก็เพราะว่ามีสิ่งที่เป็น “อันตราย”  หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า การเบรกของผู้ขับขี่บางคนกับสร้าง[/b อันตราย”  ขึ้นมาเสียเอง ทั้งนี้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความชำนาญในการใช้เบรกอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่แรก  “การใช้เบรก”[/b]  เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเบรกมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างไรให้มันปลอดภัยและถูกวิธี
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ
1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้นที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า
2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย
3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก

แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง
ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุด อย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก”  ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อร เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุด รวมทั้งใช้การเปิด-ปิดคันเร่ง  เป็นการใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบ Perfect ที่สมบูรณ์ตามตำรา

การใช้เบรค
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20295.0

การใช้คันเร่ง
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20299.0

 
//// Engine Brake !!!! เทคนิค วิธีการใช้ !!!! ////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50165.0

  การผ่อนคันเร่ง และแตะเบรค  การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถ

โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ ห้ามเปลี่ยนเกียร์ หรือ บีบ คลัตช์  ในโค้ง ซึ่งจะทำให้รถกระตุกเสียการทรงตัว

แม้แต่การใช้เบรค ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น  ใช้เมื่อมันคุมความเร็วไม่ได้จริงๆ และทำอย่างนุ่มนวล

ห้ามเบรครุนแรงการเลือกใช้  Engine Brake   ช่วยได้แน่  ทั้งการ ควบคุม รถและการทรงตัว  ***  

อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก   การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่  

****  

 ///// การแบนโค้ง ท่าทางการขี่เข้าโค้ง (เพิ่มคู่มือ) /////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=49632.0

**  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด



*** ระวังกันครับ  ขับขี่ปลอดภัย  ไม่ประมาท...ดีที่สุด  ประเมินการขับขี่ ความเสี่ยง....หลีกเลี่ยง
ปรับรูปแบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ซึ่งหน้า   ยิ่งสร้างกฏความปลอดภัยเฉพาะตนได้มากเท่าไหร่ 
ยิ่งเป็นเครื่องมือที่ดี...และสมบูรณ์แบบกว่า...ตัวช่วย  เครื่องจักร กล ไหนๆๆ  แน่นอนครับ
***

ประสิทธิภาพของผู้ขับขี่แสดงถึงทักษะการรับรู้ในการขับและความชำนาญของผู้ขับขี่นั้นๆ (สิ่งที่ผู้ขับขี่สามารถทำได้)
ส่วนพฤติกรรมของผู้ขับขี่แสดงถึงสิ่งที่ผู้ขับขี่ได้แสดงออกหรือปฏิบัติจริง ความแตกต่างระหว่างประสิทธิภาพและพฤติกรรม
เป็นแนวคิดสำคัญด้านความปลอดภัยบน ท้องถนน  ผู้ขับขี่จะเลือกตัดสินใจในระดับความยากง่ายเอง เช่น เลือกขับเร็วขึ้น
ขับแทรกไปในการจราจรที่หนาแน่น หรือขับตัดหน้ารถคันอื่น ซึ่งผู้ขับขี่แต่ละคนจะเป็นคนเลือกระดับความเสี่ยงเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนขับขี่รถจักรยานยนต์เชื่อว่าพวกเขานั้นขับเก่งกว่าผู้ อื่น โดยเฉพาะวัยรุ่นชายในประเทศไทย ที่คิดว่าตัวเอง
มีความเสี่ยงทางอุบัติเหตุน้อยกว่าคนอื่น ในทางกลับกันประสบการณ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนทัศนะผู้ขับขี่เหล่านี้ได้ และแนวโน้มความคิด
เช่นนี้ที่ว่าตัวเองมีความปลอดภัยกว่าผู้อื่นทำให้ พฤติกรรมของผู้ขับขี่มีความรอบคอบน้อยลง

ความเชื่อของผู้ขับขี่วัยรุ่นทั้งหลายทำให้เกิดประเด็นสำคัญ 2ประเด็นเพื่อให้ผู้ขับขี่แต่ละรายได้นำไปพิจารณา

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อื่นๆที่ร่วมทางกับคุณส่วนใหญ่ก็คิดว่าพวกเขาขับเก่ง  ขับดีกว่าคนอื่น 
เป็นไปได้ว่าการประเมินความปลอดภัยและทักษะการขับตนเองนั้น อาจเขวหรือเข้าข้างตัวเองเสียมากกว่าและเช่นเดียวกันกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ
เพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เปลี่ยนพฤติกรรม  เราควรศึกษาและมององค์ประกอบหลายอย่างที่มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุ
เช่นดังต่อไปนี้

“เราขับรถเช่นเดียวกับเราใช้ชีวิต” ถ้าหากคุณใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง อดทน และใส่ใจกับคนรอบข้าง แล้วการขับขี่รถของคุณก็จะเป็น
เช่นเดียวกันกับที่คุณใช้ชีวิต แต่หากการใช้ชีวิตของคนตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้นแล้วแน่นอนว่าการขับ   รถของคุณก็จะมีลักษณะ
ที่ตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน ขับขี่ด้วยความก้าวร้าว เย่อหยิ่ง และมีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะเป็นผลให้คุณมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงตามมา
ความสุขุมรอบคอบและความฉลาด - เมื่อเปรียบเทียบผู้ขับขี่ที่มีความปลอดภัยกับผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงทาง อุบัติเหตุที่สูง จะเห็นว่าผู้ขับรถ
ที่มีความเสี่ยงทางอุบัติเหตุสูงจะมีความสุขุมรอบคอบและ ความฉลาดน้อยกว่า แสดงออกในทางลบ ขัดต่อกฎหมายและสังคม เข้ากับสังคมไม่ได้
ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย- ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ดีนั้นจะปฏิบัติตามกฎจราจรและควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้โดยไม่ต้องให้ตำรวจหรือกฎหมายมาคอยบังคับ ทั้งหลายนี้คือ ความรับผิดชอบของบุคคลเมื่อขับขี่   และเป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรต้องเรียนรู้

การแสวงหาความสุขและความตื่นเต้น-สิ่งที่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้:
o   การแข่งขัน
o   ความเชื่อมั่นในอำนาจและการควบคุมอำนาจ
o   การแสวงหาความสุขเพื่อผลประโชน์ส่วนตัว

////  มีสติ  ไม่ประมาท  อย่าเล่นกับความปลอดภัย  สี่เท้ายังรู้พลาด  นักปราชญ์  ยังรู้พลั้ง /////

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
////////  การขับขี่ สองล้อ   มีความเสี่ยง  เนื้อหุ้มเหล็ก   คนรอบตัว  ใกล้ชิด  คนข้างหลังจะห่วงมากกว่าปกติ

เราต้องปฎิบัติตัว.....ให้ปลอดภัย  ไม่เสี่ยง ......เพื่อที่จะ  กลับไปหาคน .... ที่รอเราอยู่
  ////////



ทุกท่าน มีเทคนิคขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุครับ
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50994.0

สวมหมวก เสื้อเกราะ ถุงมือให้ครบ ศึกษาการขับขี่จากผู้รู้  ใช้ความเร็วไม่มากในเขตเมืองหรือตามที่กฏหมายกำหนด  ถ้าต้องแซงมั่นใจก่อนว่าไม่มีรถสวน  ที่สำคัญ

"รถร้อนได้ ใจคนอย่าร้อน
 รถเร็วได้ ใจคนอย่าเร็ว
 รถพังได้ คนอย่าพัง
 เพราะรถซ่อมได้ คนซ่อมไม่ได้"

" การขับขี่รถทุกประเภทในประเทศไทยคงใช้คำนี้ครับ โง่..เซ่อ..เน่า..ดับ...ครับ   ไม่ได้แรงนะครับแค่เอาความจิงมาเล่าให้ฟัง อาจารย์ผมสอนมา  "

" ขับรถอย่าเดา ไม่ชัวช้าไว้ก่อนครับ  สติสำคัญที่สุดครับ เครื่องป้องกันไหนๆก็ไม่ช่วยครับ ถ้าไม่มีสติ ครับ "


" ไม่ขับเร็ว..ไม่จี้ตูด..สุดท้าย..ไม่ประมาทครับ.เมาไม่ขับนั่งแท๊กซี่กลับเอา "



"  นึกไว้เสมอว่า
1. ต้องไม่ให้ล้ม นึกในใจไว้ ขับอย่างช้า แต่ ต้องไม่ช้าเกินไป
2. ต้องระวัง คันข้างๆๆ ใครเร็วก็ให้เขาไป
3. ต้องใช้สติกในการขับ มองหน้า ข้าง กระจก
4. ก่อนออกรถ หันหลังมองขวา ทุกครั้ง
5. อุปกรณ์ พื้นฐาน หมวก ชุด ต้องให้พร้อม
6. มั่นดูรถว่า มีอะไรที่ต้องบำรุงรักษา หรือไม่ รีบทำเมื่อพบ อย่าเลื่อน เพราะอาจจะไม่ทัน

ประมาณนี้ครับ  "


" อีกอย่างก่อนออกบ้าน อย่าลืมใส่เต็มยศ แต่งตัวเหมือนจะไปรบครับ ...กันไว้ก่อน "


" มองไกลๆครับ ช้าๆ ถ้าชัวร์ค่อยบิด เดาทางรถคันหน้าและคันถัดไป และถัดไป "


" ในแง่ของเทคนิค ก็อยู่ที่การพัฒนาทักษะ การคุม การเข้าใจรถ ประกอบกัน
หมั่นใช้รถบ่อยๆ ออกทริปบ่อยๆ ประสบการณ์จะ ทำให้เราแกร่งขึ้น
กฎจราจร อย่าเสี่ยงในจุดที่ไปจำเป็นอย่างช่องแคบ หรือจุดอันตราย สมาธิ การมองไกล และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดข้างหน้า
"


"  รู้จักตัวเอง รู้จักรถตัวเอง อ่าน...บนท้องถนนให้ขาด = ไม่ประมาทนั้นเอง  "

 :10:   " S.E.E 


 Search
* มองกวาดทั่วๆรอบๆ ไม่เพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มองไปมาตลอด หมั่นเช็คกระจกข้างทั้งสอง
* คอยดูตำแหน่งรถ และการจราจรรอบตัว

Evaluate
* ดูว่ารอบตัวมีอะไรที่อาจจะเป้นภัยต่อเรา
* รถตู้ รถเมล์ แว๊นซ์อื่นๆ รถยนต์ทั่วไป ท่าทีแต่ละคัน ตั้งท่าออก เปลี่ยนเลน ยังไง
* พื้นผิวถนน มัน เงา ด้าน ลื่น เส้นแบ่งถนน นูน ฝาท่อ ต่างๆ  ทราย คนข้าม ถนน หมา แมว

Execute
* หลบเลี่ยงจุดที่อาจจะเกิดอันตราย
* รถตั้งท่าจะเบี่ยง ก็เบรค หรือ ชะลอ แล้วหาทางหลบไปอีกทาง
* น้องหมาทำหน้างงๆ ก็ผ่อนซักนิด บีบแตรเตือนซักหน่อย
* รถตู้ เข้า-ออกป้าย ก็หลบๆซะนิด

นอกจากนั้นก็
* สติ - ถ้าเป็นพวกขี่แล้วเหม่อ ก็ปรับตัวเอง สติจดจ่อกับการจราจรรอบตัวข้างต้น
* ทักษะ - ฝึกเท่านั้น
* ความพร้อมที่จะล้ม (เครื่องป้องกัน) "


 :-\   //////   เพราะ  2  ล้อ เนื้อหุ้มเหล็ก   ยังไงก็เสี่ยง  ประเมินความเสี่ยง  หามาตรการลดความเสี่ยงให้ตนเอง  เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง   +++

ถ้าศึกษา  แล้วสามารถสร้างกฎความปลอดภัย  ให้กับตัวเอง ได้จะยิ่งดี  เพราะ ความสามารถ  ขีดจำกัด ต่างๆๆๆ   ตนเอง   รู้ดี่ที่สุด  จุดเด่น  จุดด้อย

พื้นฐาน ทักษะ การขับขี่ ยิ่ง BigBike สำคัญมาก การใช้เบรค การใช้คันเร่ง  การประเมินสถานการณ์ขับขี่    รวมทั้งสมรรถนะความสมบูรณ์ของรถ

การขับขี่ในแต่ละสถานการณ์   การประเมิน  ทั้งรถ ทั้งคน  จะบอกคุณเอง 

" สำคัญมาก คือเลี่ยงจุดบอด  จุดอับสายตา ยิ่งขับเร็วๆๆ เท่าไหร่ ยิ่งอันตรายๆๆมากๆๆ ถ้าคุณมองไม่เห็นเหตุการณ์ข้างหน้าและรอบตัว
"





///  ประเมินสภาพการขับ ขี่ ลักษณะรถ และรอบตัว การขับขี่  พยายามมองกระจกหลังบ่อยๆๆๆ มองช่อง ให้มอง ข้ามไปข้างหน้า หลายคัน  หาทางออก เผื่อ อย่า จี้ รถข้างหน้า มาก   ช่วย ในการเกิด.... ได้มาก ///

 รถแท็กซี่ ก็เช่นกัน ระมัด ระวัง โดยเฉพาะแท็กซี่ ที่มี / ไม่มี ผู้โดยสาร  พฤติกรรม การขับ ต่างกัน โอกาสที่เราจะเจอ ปาด จอดรับ... หรือ จอดให้ผู้โดยสารลง มีมาก

  รถช้าที่วิ่งซ้าย ลักษณะอาการขับขี่รถ การชลอรถ  เพราะ พฤติกรรม การขับขี่ของบางคน อาจไม่เปิด ไฟเลี้ยว หรือไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนผู้ใช้ทาง หรือเปิดแล้ว  เลี้ยว /  หยุดเลย   เรา ก็...

 ก็เบรค.... กันหัวทิ่ม... เอาอยู่ ไม่อยู่ ว่ากันไป
 
***    และช่วงนี้ รถคันแรก ออกมาเยอะ  จะมีผู้ขับขี่ หลายแบบ ทั้งเก่า ใหม่ ใหม่ซิงๆๆ ซึ่งความชำนาญและการตัดสินใจ อาจไม่ดีพอ ต่อผู้ใช้ถนนและผู้ใช้ร่วมทาง  ก็ระมัดระวังกันครับ   ****


สำหรับบางคนมอเตอร์ไซค์คือยานพาหนะประจำวัน บางคนคืองานอดิเรก (แต่ถ้าเป็นชาวพายุขนานแท้หล่ะก็มอเตอร์ไซค์เป็นยิ่งกว่าสิ่งเสพติด ถ้าไม่ได้ขี่อาจมีอาการลงแดงได้) แต่จุดมุ่งหมายของทุกคนคือการเดินทางไปยังเป้าหมายอย่างปลอดภัย

***   เรามาดูข้อคิด 5 ข้อ  ***   ที่จะช่วยให้เราขี่รถได้สนุกและปลอดภัยมากขึ้น

 


 





เครดิต stormclub


1. อย่าเชื่อใจรถคันอื่น

เรียนรู้ที่จะเชื่อใจคนๆเดียวเท่านั้นคือ ตัวเราเอง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเห็นหรือจำเป็นต้องขับเข้าไปใกล้ๆ รถลักษณะดังต่อไปนี้ มีรอยบุบ รอยชน

ร่องรอยเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการตัดสินใจที่”ผิดพลาด”ของผู้ขับในอดีต ซึ่งเราคงไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งใหม่ของพี่เค้าแน่ๆ สกปรกและไม่ได้รับการเอาใจใส่

อันนี้ไม่ได้หมายถึงรถเก่า แต่โปรดจินตนาการถึงรถที่มีฝุ่นเกาะหนาๆ ประมาณว่าตั้งแต่ซื้อมาพี่แกยังไม่คิดจะล้าง ไม่สามารถระบุสีที่แท้จริงของรถได้ ไฟเลี้ยวแตก กระจกไม่ครบ ป้ายทะเบียนห้อย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ ซึ่งอาจส่งผลถึงพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ใส่ใจรถคันอื่นบนถนนด้วย (คิดดู รถตัวเองมันยังไม่ใส่ใจ แล้วเราอยู่ข้างๆ จะรอดมั๊ยเนี่ย…) เราควรเพิ่มความระวังและอยู่ห่างรถที่มีลักษณะเหล่านี้


http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=R4PWsjR7b2w#at=1025

นอกจากนี้รถบางชนิดยังสามารถเตือนให้เราระวังเป็นพิเศษเช่น รถ

***  แชร์ประสบการณ์ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ร่วมกัน ครับ ช่วยลดการเกิด..... ให้น้อยที่สุด และจะได้ระมัดระวังกันครับ ***   

รถแท็กซี่ : อย่าพยายามวิ่งอยู่ด้านซ้ายของเค้า เพราะแท๊กซี่ไม่มีป้ายจอดเหมือนรถเมล์ ฉะนั้นเมื่อใดที่เค้าเห็นคนยืนชะเง้อมองออกมาที่ถนน ทำท่ายกแขนออกนอกลำตัวเพียงนิดเดียว พี่แกหักเข้าหาทันทีโดยไม่สนว่าตอนนั้นรถตัวเองจะอยู่ในตำแหน่งใดของถนน!!! อีกอันนึงคือเวลารถติดแล้วเราชาวมอเตอร์ไซค์วิ่งเลาะบริเวณระหว่างเลน ก็ให้ระวังผู้โดยสารในรถแท๊กซี่จะเปิดประตูออกมาจ๊ะเอ๋เอา เดี๋ยวจะกลายเป็นซุเปอร์แมนแบบไม่รู้ตัว

รถกระบะหรือปิ๊กอัพ อย่าแลกครับ เสี่ยงมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นรถส่งของและคนขับไม่ใช่เจ้าของรถฉะนั้นพี่แกจะซัดไม่เลี้ยง ขนาดของรถไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเค้า มีรูเป็นมุด เห็นรถคันอื่นบนท้องถนนเป็นเสมือนกรวยยางเอาไว้วิ่งสลามลอม แล้วยิ่งปิ๊กอัพสมัยนี้เครื่องแรงมากวิ่ง 180 นี่หนมๆ ทางที่ดีให้พี่เค้าไปก่อนดีกว่า

รถแต่งเลียนแบบรถแข่ง หลายคนแต่งเพื่อความสวยงาม แต่ก็หลายคนเหมือนกันที่แต่งแล้วเอาไว้ซิ่งบนถนนเพราะเข้าใจว่าตัวเองนามสกุล ชูมักเกอร์ อันนี้ถ้าเราเจอเปิดทางให้พี่เค้าไปก่อนเลย เดี๋ยวเค้าก็ไปเจอกับไอ้ปิ๊กอัพคันเมื่อกี๊หน่ะแหละ...

รถ 4x4 ที่ยกสูง นานๆจะเจอที แต่ถ้าเจอให้ห่างไว้จะดีกว่า เพราะลำพังรถยนต์ด้วยกันเค้ายังมองลงมาไม่ถนัดเลย แล้วถ้า 2 ล้ออย่างเราไปขี่หรือจอดอยู่ใกล้ๆ กลัวจะกลายเป็นลูกอมของเค้าไปหน่ะสิ

รถที่ขับโดยผู้หญิงและคนชรา อันนี้ไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกหรือโอ้อวดนะครับ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีปัญหากับการตัดสินใจทำให้อาจมีอาการยึกยักในบางจังหวะ ส่วนคนแก่นอกจากเรื่องการตัดสินใจแล้วยังมีเรื่องของสายตาที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าปกติด้วย ฉะนั้นอย่าพยายามเดาใจเค้า ทิ้งระยะห่างให้ชัวร์หรือถ้ามีโอกาสก็แซงให้ผ่านไปซะ

รถมอเตอร์ไซค์ พวกเราสองล้อด้วยกันเองนี่แหละ โดยเฉพาะบรรดา ”เด็กแว้น” , “เด็กแซ้บ” (มีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่) สังเกตได้จากการตกแต่งรถ เช่น ยางเล็ก, สวิงอาร์มสั้น, แฮนด์หมอบ, ท่อแต่ง ฯลฯ คงไม่ต้องบรรยายมากเป็นอันรู้กันสำหรับพฤติกรรมการขับขี่ ปล่อยน้องเค้าไปครับ อย่าไปวัดกะเค้า ผมหล่ะกลัวใจจริงๆ แต่ก็ใช่ว่าบรรดารถมอเตอร์ไซค์ใหญ่จะขี่ดีมีมารยาททุกคนนะครับ ไอ้ที่เปรี้ยวปริ๊ดส์ก็เยอะ ยังไงก็ให้เค้าผ่านไปก่อนละกัน ไม่เป็นไรเราไม่รีบ เดี๋ยวไฟแดงหน้าก็เจอกันอยู่ดี

จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถเชื่อใจรถคันอื่นบนถนนได้เลยนอกจากนี้เราควรเพิ่มความระมัดระวังในรถบางประเภทให้มากยิ่งขึ้น

2. ระวังจุดบอด
ข้อสำคัญที่สุดที่สมควรจำไว้คือ ถ้าเราไม่เห็นหน้าของคนขับในกระจกมองข้างหรือกระจกมองหลังของรถเก๋งคนขับรถคันดังกล่าวก็จะไม่เห็นเราเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการที่เราเห็นหน้าคนขับในกระจกรถก็ไม่ได้หมายความว่าคนขับดังกล่าวจะมองเห็นเราเสมอไป

ถ้าเราพบว่าเราอยู่ในจุดบอด เราควรเร่งรถหรือใช้เบรคเพื่อออกจากตำแหน่งที่อันตรายให้เร็วที่สุด (เราควรใช้ความเร็วมากกว่าความเร็วของรถคันอื่นบนถนนเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รถเราไปแช่อยู่ในจุดบอด) เราควรเตือนตัวเองให้ระวังจุดบอดตลอดเวลา

3. รู้จักจังหวะในการขี่
จังหวะการขี่ที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญ บางคนมีความเชื่อว่าขี่รถช้าจะปลอดภัย ในขณะที่บางคนเชื่อว่าขี่รถเร็วจะปลอดภัย สิ่งที่จะบอกได้ว่าขี่ช้าหรือเร็วจะปลอดภัยกว่ากันคือ สภาพแวดล้อมในการขี่รถ เช่น การจราจร สภาพถนน สภาพอากาศ สภาพรถที่เราขี่อยู่ เป็นต้น

การที่จะขี่รถได้ปลอดภัยเราควรคำนึงถึงสิ่งรอบตัวเป็นหลัก รู้จักใช้จังหวะในการขี่รถที่เหมาะสม, ใช้ความเร็วที่เหมาะสม เช่น ขี่ช้าในเมืองที่มีสภาพการจราจรที่ติดขัด ขี่เร็วขึ้นเมื่อถนนโล่งแต่ไม่เร็วเกินความสามารถของเรา

ซึ่งในสถาพถนนปกติ การที่เราใช้ความเร็วมากกว่าสภาพการจราจรโดยรอบเล็กน้อยจะช่วยให้เราปลอดภัยกว่าการใช้ความเร็วเท่ากัน หรือ ช้ากว่า

นอกจากนี้เราสมควรที่จะมองหา “ทางออกฉุกเฉิน” เผื่อไว้ด้วยตลอดเวลา เช่น กรณีที่มีการเบรกกระทันหัน นอกจากเราจะต้องกะระยะและน้ำหนักกดเบรกแล้วเรายังต้องเผื่อหาพื้นที่ในการหลบด้วย เพื่อกรณีที่เรากดเบรกตามแผนแล้วแต่ระยะทางไม่พอ จะได้ไม่ต้องใช้กันชนคันหน้าในการหยุดรถ

4. เผื่อที่ให้ความผิดพลาดของผู้อื่น
ความผิดพลาดของผู้อื่นในกรณีนี้หมายถึงผู้ร่วมใช้ถนนอื่นๆ เช่น เลี้ยวกระทันหันโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว, จอดโดยไม่ให้สัญญาณ และอื่นๆอีกมากมาย การที่เราจะขี่รถได้อย่างปลอดภัยเราต้องเผื่อที่ให้ผู้อื่นได้ทำความผิดพลาดโดยที่ไม่กระทบกระเทือนเรา

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า “เราไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดของผู้อื่นได้” วิธีแก้ปัญหาคือเราต้องมองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ออก แล้วเว้นที่ว่างให้ความผิดนั้นเพื่อจะไม่กระทบกระเทือนเรา

การที่เราอารมณ์เสียกับความผิดของผู้อื่นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นหายไป ในทางตรงข้ามอาจเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย

5. การฝึกฝน
เมื่อมีเหตุการฉุกเฉินเกิดขึ้นสิ่งแรกที่เราจะตอบสนองจะมาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากสัณชาตญานของเราเอง เช่น เมื่อมีรถเลี้ยวตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด เราอาจจะเบรคจนล้อล๊อค หรือบีบทั้งเบรคและครัชในเวลาเดียวกัน จะเห็นได้ว่าบางครั้งสิ่งที่เราตอบสนองไปอาจไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นแต่กลับช่วยให้แย่ลง การที่เราจะแก้ปัญหาเวลาที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน คือการขยันซ้อมจนกลายเป็นนิสัย เช่น การฝึกเบรค, การฝึกเลี้ยวแบบ counter steering, การมองกระจกหลัง, การเหลียวมองรถด้านหลัง, การใช้ไฟเลี้ยว เป็นต้น

ควรฝึกสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะใช้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เราควรศึกษาเส้นทางที่เราจะต้องใช้, พื้นผิวถนน, ลักษณะการจราจร, ฯลฯ

การที่เราฝึกสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เราได้ถ้วยรางวัลในสนามแข่ง แต่จะช่วยให้เราปลอดภัยและยังทำให้เราขี่รถอย่างมีความสุขไปได้อีกนาน











////// ขับขี่เสี่ยง !!!  วัดดวง !!!   ดวง..ดี   หรือ... ดับ   **  ประเมินการขับขี่  ** //////

http://www.clubversysthailand.com/()/t10489/
 
/// อุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์ ต้องโทษ...สมองมนุษย์ /// 
http://www.clubversysthailand.com/()/t10430/



ความเชื่อผิดๆ  “อย่าใช้เบรกหน้า”  บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า  เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่า 50% ใช้เบรกไม่ถูกต้อง!!! ตั้งแต่เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์มา ได้รู้จักกับผู้ขี่มากมายหลากหลายทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ทั้งเพิ่งเริ่มขี่จนถึงขี่มาเป็น 10 ปี มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นใช้เบรกไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีคนสอนเลยหัดเองและคิดว่าถูกต้องแล้วจึงทำแบบนี้มาตลอด, มีคนสอนแต่คนที่สอนเองก็ทำไม่ถูกเลยพาลผิดกันต่อไป, รวมทั้งการเบรคในการเข้าโค้งฯลฯ

คราวนี้เราลองมาดูกันว่าผลที่ได้ (ซึ่งมันผิด) มีอะไรบ้าง
• ใช้เบรกหลังเป็นหลัก (ใช้เบรกหน้าน้อยมากหรือแทบไม่ใช้เลย)
• กำคลัทช์เวลาเบรก
• เข้าใจว่าเบรกหน้าแล้วจะทำให้รถพับล้ม หรือตีลังกา
• เข้าใจว่าเบรกจนล้อล็อกเป็นการเบรกที่ดี
เหล่านี้คือความเข้าใจที่ผิดทำให้การเบรกไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ระยะทางเบรกมากกว่าที่ควร ซึ่งอาจไม่เพียงพอในสถานการณ์คับขันและเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ เอาหล่ะ... เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเบรกที่ดี ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

 จะว่าไปในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น เราจะใช้เบรกเมื่อต้องการลดความเร็วหรือหยุดรถ อาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราเบรกก็เพราะว่ามีสิ่งที่เป็น “อันตราย”  หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า การเบรกของผู้ขับขี่บางคนกับสร้าง[/b อันตราย”  ขึ้นมาเสียเอง ทั้งนี้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความชำนาญในการใช้เบรกอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่แรก  “การใช้เบรก”
  เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเบรกมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างไรให้มันปลอดภัยและถูกวิธี
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ
1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้นที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า
2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย
3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก

แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง
ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุด อย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก”  ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อร เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุด รวมทั้งใช้การเปิด-ปิดคันเร่ง  เป็นการใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบ Perfect ที่สมบูรณ์ตามตำรา

การใช้เบรค
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20295.0

การใช้คันเร่ง
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20299.0

 
//// Engine Brake !!!! เทคนิค วิธีการใช้ !!!! ////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50165.0

  การผ่อนคันเร่ง และแตะเบรค  การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถ

โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ ห้ามเปลี่ยนเกียร์ หรือ บีบ คลัตช์  ในโค้ง ซึ่งจะทำให้รถกระตุกเสียการทรงตัว

แม้แต่การใช้เบรค ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น  ใช้เมื่อมันคุมความเร็วไม่ได้จริงๆ และทำอย่างนุ่มนวล

ห้ามเบรครุนแรงการเลือกใช้  Engine Brake   ช่วยได้แน่  ทั้งการ ควบคุม รถและการทรงตัว  *** 

อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก   การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่   

**** 

 ///// การแบนโค้ง ท่าทางการขี่เข้าโค้ง (เพิ่มคู่มือ) /////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=49632.0

**  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด

////// ขับขี่เสี่ยง !!!  วัดดวง !!!   ดวง..ดี   หรือ... ดับ   **  ประเมินการขับขี่  ** //////

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50293.0

/// บาดเจ็บ อุบัติเหตุ BigBike การช่วยเหลือเบื้องต้น ///
http://www.clubversysthailand.com/()/bigbike-11245/
แชร์เป็นประสบการณ์ที่ควรรู้  กับอุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์  โดยเฉพาะ Bigbike
กับการช่วยเหลือ  ...  เบื้องต้นทั้ง...แบบไม่รุนแรง ...รุนแรงและ...ถึงสาหัส    ถึง.......ดั..บ

วิธีสังเกตอาการ....ผู้บาดเจ็บ
การเคลื่อนย้าย.... ให้ถูกวิธี    ถ้าผิด...อาจหนัก..กว่าเก่า หรือพิการไปตลอดชีวิต

และอาการ....บ่งบอก ที่ต้องรีบ......ส่งโรงพยาบาลให้ถึงมือหมอ....เร็วที่สุดถ้าช้า...หรือรอ 
อาจไม่ทัน.....ได้ช่วยเลย   

เรียนรู้เพื่อตัวเรา และคนรอบข้าง  นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
เป็นหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น....ที่พยายาม....

ทำความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้....

จาก...ผู้รู้ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับการกู้...ภัย กู้...ชีพ  มาถ่ายทอด  มาเล่าสู่กันฟัง


เจาะลึกโลกมอเตอร์ไซค์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04/01/15 @20:13:54 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

โมเดลคับ

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 8,192
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 352
 :P :P :P 

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
แนวทางการขี่เข้าโค้งแบบนักแข่งโมโตครอสกับทางเรียบ ทางเลือกในการแก้ไข เวลาเจอปัญหาในโค้ง
แนวทางการขี่เข้าโค้ง ที่นักแข่งยื่นขาออกมาเหมือนการแข่งโมโตครอส ก็เป็นท่าทางการขับขี่เข้าโค้งแบบประยุกต์ใช้ท่าทางการขี่โมโตครอส มาใช้ในการเข้าโค้งทางเรียบแนวทางการขี่เข้าโค้ง ที่นักแข่งยื่นขาออกมาเหมือนการแข่งโมโตครอส ก็เป็นการใช้ท่าทางการขับขี่เข้าโค้งแบบประยุกต์ท่าทางการขี่โมโตครอส มาใช้ในการเข้าโค้งทางเรียบ ซึ่ง เวลาเข้าโค้งบางจังหวะ...ช่วยในการเข้าโค้งทางเรียบ หรือในการป้องกันการพับ....ล้มแปะ เวลาเข้าโค้งผิดจังหวะหรือเมื่อเจอทางโค้ง...ที่มีฝุ่น ทราย โคลน หรือใบไม้ ที่มีโอกาสทำให้เรา สไลด์ได้ โดยเราสามารถใช้ท่าขี่แบบนี้ ซึ่งช่วยได้ถ้าเราสามารถประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ทั้งการวางตำแหน่งขาและเท้าแบบโมโตครอส สามารถช่วยได้ในการป้องกันการ Slide ด้วยท่าขี่แบบนี้ ทั้งนี้ต้องมีการฝึกฝนในการขี่เข้าโค้งแบบนี้ วางตำแหน่งขาและเท้าแบบโมโตครอสโดยไม่มีการสัมผัสพื้น หรือสัมผัสเพียงแค่เล็กน้อยที่ปลายส้นเท้า
สมาชิกลองดูเป็นแนวทางและลองฝึกฝนท่าทางการขี่ให้ถูกต้องเหมาะสมกับจังหวะในการเข้าโค้งและความเร็ว เป็นทางเลือกในการแก้ไข เวลาเจอปัญหาในโค้ง อาจช่วยได้ไม่มาก ก็น้อย






สมาชิกดูเป็นแนวทางและลองฝึกฝนท่าทางการขี่ให้ถูกต้องเหมาะสมกับจังหวะในการเข้าโค้งและความเร็ว gxHoทางเลือกในการแก้ไข เวลาเจอปัญหาในโค้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04/01/15 @20:18:05 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Kan PaetRiw

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 3,604
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 57
  • Ride Safe ~ Make Love ~ No War [กาน แปดริ้ว]
ขอบคุณมากครับ  ดีมากจริงๆ
Versys ศิษย์โสธร  CVT 405;Ride Safe ~ Make Love ~ No War [กาน แปดริ้ว]

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
ผ่อนคลาย  สบายๆ หรือ เครียดเลย




HAYABUSA DOWN


Z1000 DOWN


R1 DOWN PART 1



///// เลือกรถ . หรือเลือก . คน ! เฉียด ! ! + - x / !! ล้มให้ถูก วิธี !! * * * //// 
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=48092.0

ถ้าเผื่อเจอเหตุการณ์  เอาไม่อยู่  จะได้ผ่อนหนักเป็นเบา   

เราทุกคนทราบกันอยู่ว่า   ถ้าจะมาขี่บิ๊กไบค์นั้นความเสี่ยงของอุบัติเหตุก็ต้องตามมา ไหนๆก็เลือกมาทางนี้แล้ว  ยิ่ง CC. เยอะ ยิ่งเสี่ยงเยอะ

 เรามาดูเทคนิคกันดีกว่า     ถ้าเอาไม่อยู่   ควบคุมไม่ได้   ว่าเวลาล้มควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง 

ล้มแบบ Low Side    High  Side    ล้มจากการชน    ทำอย่างไรให้  ผ่อนหนักเป็นเบา

 //// คลิป Motorcycle Fail +++ ไว้เตือนใจ +++ ///// 
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50639.0

/// บาดเจ็บ อุบัติเหตุ BigBike การช่วยเหลือเบื้องต้น ///
http://www.clubversysthailand.com/()/bigbike-11245/
แชร์เป็นประสบการณ์ที่ควรรู้  กับอุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์  โดยเฉพาะ Bigbike
กับการช่วยเหลือ  ...  เบื้องต้นทั้ง...แบบไม่รุนแรง ...รุนแรงและ...ถึงสาหัส    ถึง.......ดั..บ

วิธีสังเกตอาการ....ผู้บาดเจ็บ
การเคลื่อนย้าย.... ให้ถูกวิธี    ถ้าผิด...อาจหนัก..กว่าเก่า หรือพิการไปตลอดชีวิต

และอาการ....บ่งบอก ที่ต้องรีบ......ส่งโรงพยาบาลให้ถึงมือหมอ....เร็วที่สุดถ้าช้า...หรือรอ 
อาจไม่ทัน.....ได้ช่วยเลย   

เรียนรู้เพื่อตัวเรา และคนรอบข้าง  นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
เป็นหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น....ที่พยายาม....

ทำความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้....

จาก...ผู้รู้ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับการกู้...ภัย กู้...ชีพ  มาถ่ายทอด  มาเล่าสู่กันฟัง

** ขับขี่ปลอดภัย ไม่ประมาท ครับ อย่าเสี่ยงหรือวัดดวง  **

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ