Facebook CVT สำหรับการเชื่อมโยงในทุกมิติ คลิกที่นี่


ผู้เขียน หัวข้อ: /// 9 ข้อปราบเซียน ชี้ชัดว่าคุณยังขับมอไซค์ “ไม่เซียน” ///  (อ่าน 42790 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
น่าสนใจ ดีครับ ลองดู  ที่เราเข้าใจกันมา ก่อนหน้า เป็นอย่างไร

สำหรับใครที่ยังมีพฤติกรรมเหล่านี้ หรือเข้าข่ายการกระทำเหล่านี้อยู่ นี่เป็นสัญญาณเตือนว่า คุณนั้นยังเป็นมือใหม่ในการขี่มอเตอร์ไซค์หรืออาจจะยังไม่รู้จักมันดี อีกทั้งมันยังเป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย มีอะไรบ้างเรามาดูกันครับ

มั่นใจในเบรกหรือ ABS มากเกินไป แต่ไม่รู้จักใช้ Engine Break และมักไม่กล้าลดเกียร์ลงเพื่อใช้ Engine break
มีความเข้าใจว่าเราเลี้ยวรถด้วยมือที่แฮนด์ (Counter Steer) เพียงอย่างเดียว ซึ่งอันที่จริงแล้ว สายตา เป็นสิ่งสำคัญในการบังคับร่างกายให้ปรับองศาแฮนด์ หัวไหล่ และ ลำตัวให้เลี้ยวตามจุดโฟกัสของสายตาอัตโนมัติ แต่การใช้สายตาล๊อคเป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยไม่ควรล๊อคเป้าหมายระยะไกล โดยที่ไม่สนใจสิ่งกีดขวางด้านหน้า หรือเมื่อสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายหรือ กะระยะ รวมถึงสิ่งต่างๆผิดพลาดได้
คิดว่าการปิดคันเร่ง คือ ความปลอดภัยเสมอ และการเปิดคันเร่ง ทำให้ในอยู่สภาวะอันตรายในทุกกรณี
กำคลัทช์ ปล่อยรถไหลเข้าโค้ง ทำให้เครื่องยนต์ไม่มีแรงฉุด หรือแรงเหวี่ยงหนีศูนย์จาก Engine brake มีความเป็นไปได้สูงที่จะแหกโค้ง หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ
ซัดมาเร็วเต็มที่ แต่ดันไปเบรก ตกแต่งความเร็วในโค้ง เป็นวิธีการที่ผิดเช่นกัน เมื่อเราอยู่ในโค้งเราต้องมีความสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด หมายถึง ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ไลน์โค้ง ซึ่งต้องได้รับการตกแต่งจนเหมาะสมมาแล้วก่อนเข้าโค้ง และเมื่ออยู่กลางโค้งจึงใช้ความตึงของรอบเครื่องค่อยๆเร่งออก โดยเฉพาะมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าให้เร็วให้แรง แต่ควรลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง เบรค เปลี่ยนเกียร์ ถ้าไม่เทพ หรือมีทักษะดีจริง ต้องทำตอนรถตั้งตรง ก่อนเข้าโค้ง


“ปลายทางที่เหล่า Bikers อยากทำได้ทุกคน”

 

คิดว่าเครื่องเดินเบา ๆ ในเกียร์สูงๆ รอบต่ำๆ ดูปลอดภัยกว่า
ในเรื่องของการประหยัดน้ำมันก็ดีจริงครับ แต่มันสวนทางกับเรื่องของความปลอดภัยหลายเรื่องอย่างเช่น การใช้รอบต่ำๆในเกียร์สูงๆ หรือการใช้เกียร์สูง ในความเร็วต่ำทำให้มี Engine brake น้อยลง หรือการเร่งแซงในเวลาฉุกเฉินจะไม่ทันต่อเหตุการณ์ ยิ่งรถกำลังน้อยๆ ดังนั้นการใช้ระดับเกียร์ ให้เหมาะสมกับความเร็วก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

คิดว่าเทคโนโลยี สนามแข่ง คือ คำตอบของทุกอย่าง เช่น เชื่อว่าใช้ยาง Pirelli แบบนักแข่ง แล้วจะไม่ล้มพับในโค้ง เชื่อว่าใช้ Brembo แล้วจะเบรกทัน เทคโนโลยีก็มีความสำคัญ แต่ทักษะของตัวผู้ขับขี่เองนั้นสำคัญที่สุด
เชื่อว่าใส่ชุดเสื้อการ์ดครบชุด หมวก Arai ตัวท็อป หรือจัดเต็ม Racing Suit ล้มแล้วจะไม่ตาย
คิดว่ากระจกมองหลัง เกะกะ ไม่สำคัญและมักจะถอดออกเพราะคิดว่าเท่ห์ อาจมีค่านิยมมาจากในสนามแข่ง ซึ่งในสนามแข่งที่ถอดออกนั้นมีสาเหตุหลายอย่างอย่างเช่น ป้องกันการเกี่ยวกันเอง หรือ ไม่ให้นักแข่งวอกแวกเสียสมาธิ และอื่นๆอีกนา.....นับประการ คิดว่าเมื่อขับมอเตอร์ไซค์แล้ว ไฟเลี้ยวไม่จำเป็นต้องใช้ทุกครั้งที่เปลี่ยนเลนส์ ตราบใดที่คุณยังอยู่บนถนนสาธารณะ ไฟเลี้ยวต้องจำเป็นเสมอ



“ก่อนจะเทพ ก็ต้องผ่านการเรียนรู้มาก่อนทั้งนั้น”

 

ข้อสังเกตทั้งหลายที่นำมาให้อ่านกันเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งหากเพื่อนๆคนไหนยังมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายอยู่ อย่าอายที่จะถามคนที่มีประสบการณ์ หรือ เข้าอบรมเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อเป็นการปรับตัวหรือสร้างความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ลองดูครับ ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด

หากใครที่ยังมีพฤติกรรมเข้าข่าย หรือยังมีความคิดพวกนี้เกี่ยวกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ละก็ แนะนำให้ไปลงเรียนขับขี่มอเตอร์ไซค์เพิ่มเติม หรือปรับตัวเพื่อขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย และเพื่อตัวของท่านเองนะครับผม


ขอบคุณภาพประกอบ : kawasaki.co.th , motogp.com , f.ptcdn.info


9 ข้อปราบเซียน ชี้ชัดว่าคุณยังขับมอไซค์ “ไม่เซียน” 


เครดิต http://www.bikersthailand.com/?p=64


มีความเข้าใจว่า...เราเลี้ยวรถด้วยมือที่แฮนด์ (Counter Steer) เพียงอย่างเดียว
ซึ่งอันที่จริงแล้ว...... สายตา....... เป็นสิ่งสำคัญในการบังคับร่างกายให้ปรับองศาแฮนด์ หัวไหล่ และ ลำตัวให้เลี้ยวตาม........จุดโฟกัสของสายตาอัตโนมัติ
แต่การใช้สายตาล๊อคเป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยไม่ควรล๊อคเป้าหมายระยะไกล
โดยที่ไม่สนใจสิ่งกีดขวางด้านหน้า หรือเมื่อสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายหรือ กะระยะ รวมถึงสิ่งต่างๆผิดพลาดได้

คิดว่าการปิดคันเร่ง คือ ความปลอดภัยเสมอ และการเปิดคันเร่ง ทำให้ในอยู่สภาวะอันตรายในทุกกรณี
กำคลัทช์ ปล่อยรถไหลเข้าโค้ง ทำให้เครื่องยนต์ไม่มีแรงฉุด หรือแรงเหวี่ยงหนีศูนย์จาก Engine brake มีความเป็นไปได้สูงที่จะแหกโค้ง หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ

ซัดมาเร็วเต็มที่ แต่ดันไปเบรก ตกแต่งความเร็วในโค้ง เป็นวิธีการที่ผิดเช่นกัน

เมื่อเราอยู่ในโค้งเราต้องมีความสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด หมายถึง ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ไลน์โค้ง
ซึ่งต้องได้รับการตกแต่งความเร็ว.......จนเหมาะสมมาแล้ว.....ก่อนเข้าโค้ง และเมื่ออยู่กลางโค้งจึงใช้การตึงของรอบเครื่องค่อยๆเร่งออก
โดยเฉพาะมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องเข้าให้เร็วให้แรง แต่ควรลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่........สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง

++++++......เบรค เปลี่ยนเกียร์ ถ้าไม่เทพ หรือมีทักษะดีจริง ต้องทำตอนรถตั้งตรง ก่อนเข้าโค้ง   

+-+-+-+    มั่นใจในเบรกหรือ ABS มากเกินไป แต่ไม่รู้จักใช้ Engine Break และมักไม่กล้าลดเกียร์ลงเพื่อใช้ Engine break 


 เครดิต : bikersthailand.com

สามเรื่อง...ของการขี่ที่ไม่สามารถเป็นได้ในวันเดียว

ทรงตัว แต่ละถนน แต่ละท่วงท่า แต่ละโค้ง แต่ละคัน แต่ละคนส่งผลหมด
อันนี้จะต้องเรีบนพื้นฐานอ่านทฤษฎีและฝึกหัดบ่อยๆ
เบรค อย่าคิดว่าแค่ หน้า80 หลัง 20ตามตำรา
มันมีอีกมากเช่น คลอเบรค เบรคกระทันหัน เบรคแต่งตัว เบรคหลังพยุงหน้า เบรคเเรง เบรคแบบมี abs กะไม่มี และอีกมากมาย
คันเร่ง ไม่ใช่แค่เร่ง เร่งขึ้นช้าตามรอบ เร่งขึ้นเร็วลากรอบ คลอคันเร่ง ปิดแล้วเปิด เปิดแล้วปิด ระยะคลอที่เหมาะสมแต่ละโค้ง

สามอย่างทีี่ผมคิดได้ตอนนี้ ทฤษฎีเขียนเหมือนกันทุกเล่ม แต่ทำแทบไม่เหมือนกันซักคน
ต้องฝึกฝนให้เรากับรถเหมือนผสานกัน และ สักวันคุณจะขี่แบบที่เค้าเรียกว่า เนียน
วิธีฝึกที่ดี หามือฉมังหรือครูไปเฝ้าดูเราขี่และบอกที่ว่าจุดไหนยังไง แบบประมาณว่าขี่ไปแก้ไปอ่ะ

***เครดิต.. เล็ก กระจอกไรเดอร์ อยากบอกแต่พูดยากจริงๆ  ***[/color]


การแบนโค้งท่าทางการขี่เข้าโค้ง เข่าเช็ดพื้น....คงทำไม่ได้เหมือนสนามแข่ง กับท้องถนนทั่วไป
เพราะบนถนน นอกจากทักษะการขับขี่และประสบการณ์แล้ว   ยังมีสภาพถนน  สิ่งแวดล้อม
ที่เป็นตัวแปร  มีทั้งฝุ่นทราย ใบไม้  ผู้ใช้ถนน  ร่วมทางไม่ดี   อันตราย..ต่อการขับขี่  และควบคุมรถ
ถ้าจะแบน...เล่นโค้ง....ต้องรู้เส้นทาง  และคุ้นเคยกับโค้ง..นั้นๆพอสมควร 
ใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้ง
ได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป
ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย  เข้าให้ช้า  ออกให้ไว จะปลอดภัยกว่า


***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง  ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม ***

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06/05/15 @19:06:46 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
***สำคัญมาก การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม
***

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้...และสัมผัส....แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ...ในโค้ง ปรับท่าทาง...ให้เหมาะสมและพอดี 

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***

เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน





 :-\  ***  ลองฝึกและปฏิบัติให้คล่อง  จะช่วยให้ขับขี่ง่าย....สนุก และปลอดภัย...มากขึ้น ***
ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน
 
 



นี่คือท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่ง
ของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ

1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่
แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้ง
ที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆ
จากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น
จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด
ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เรา
สามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์
ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้อง
ใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป
ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย


หลักการในการเข้าโค้งที่ถูกต้อง

credite:Aot Phitsanulok rider

การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
 3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้  และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
 4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น  หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
 เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด

  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...





//// 10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ////

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=57365.0

วันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อบ้างนะครับ หลายๆคนอาจจะมีความคิดเหล่านี้อยู่ในหัว   นำบทวิเคราะห์มาให้อ่านนะครับว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นจริงหรือไม่
 

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
[/b]
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน  สาเหตุจากถูกกระชากอย่างรุนแรง เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ ซึ่งผิด

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ

1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง   



 Example การใช้  Engine Brake 
 







 :10:  ///  Engine Brake   ////  ที่นิยมใช้คือ  ในทางราบ และในทางลาดชัน ทางขึ้นเขา ลงเขา     :125:

 :125:-   ในทางราบ คือถอนปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแตละเกียร์  แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง การลดเกียร์ลงต่ำ และเรียก Engine Brake  แต่ละเกียร์  เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถ และการทรงตัว  ได้ง่าย   

 :125:-   ในทางลาดชัน ทางขึ้นเขา ลงเขา [/b]  มันทำให้ระบบเบรคปรกติของรถ"ไม่ร้อน"เกินไป ทำให้ระบบเบรคยังคงสมบูรณ์พอที่จะใช้เบรคได้ดีในการเบรคครั้งต่อๆไปครับ  ส่วนใหญ่จะเป็น ** ตอนลงเขา ** ใช้ในสถานการณ์  ตอนที่รถพุ่ง ลงจากเขา หรือเนินลาดชันยังไงล่ะครับ  หรือเส้นทางลงเขาตามภาคเหนือที่เป็นทางโค้งยาวหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร ถ้าใช้เกียร์สูงรถก็จะไหลเร็วเกินไป   ทำให้รถพุ่งทะยานไปเร็วขึ้นๆๆ     พอถึงโค้งเราต้องบเบรค  แต่เมื่อเจอหลายโค้ง  ก็เบรคหลายครั้ง     จะทำให้ผ้าเบรคซึ่งเสียดสีกับจานเบรคบ่อยครั้ง  (ที่เรียกว่า เลียจานเบรค)  จนจานเบรกระบายความร้อนไม่ทัน  ทำให้ร้อน และไหม้   จะได้กลิ่นเหม็นไหม้ลอยเข้ามาแตะจมูก   เมื่อระบบเบรคร้อน (ซึ่งได้แก่ ปั้มเบรค น้ำมันเบรค ลูกสูบเบรค จานเบรค ผ้าเบรคฯ) จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการหยุดรถด้วยเบรค จะลดลงอย่างมาก (ขึ้นกับว่าเลียจานเบรคมากน้อยแค่ไหน)   ทำให้เวลาที่เราต้องการใช้เบรคจริงๆ  เช่น มีสัตว์วิ่งตัดหน้า  หรือมีการหักหลบ หยุดสิ่งกีดขวาง ขอบเหวเบื้องหน้า  เบรคจะไม่สามารถหยุดแบบสั่งได้เหมือนเดิม  (มันจะไหลไปเรื่อยๆ ทีนี้ก็ตัวใครตัวมัน พอใช้เบรคเยอะเกินไปก็จะเกิดความร้อนสูงสะสมในผ้าเบรคและจานเบรคจนเสียสภาพการยึดเกาะ หรือที่เรียกว่า "เบรคแตก" เบรคไหม้ เบรคหาย เบรคไม่อยู่  )   
ดังนั้นความหมายอีกประการของการใช้เอนจิ้นเบรค คือ การสงวนระบบเบรคให้มันคงประสิทธิภาพเต็มร้อยอยู่เสมอ(ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วย) เพื่อไว้ใช้มันในโอกาสที่เราต้องการใช้เบรคจริงๆ

 :125: ***  การใช้เอนจิ้นเบรค  จะนิยมใช้ตอนลงจากที่สูงชัน  คุณคงเคยเห็นป้ายจราจรสีเหลืองติดอยู่ตามริมถนนบนภูเขา  ที่มีรูปรถผงกหัวขึ้นเขา และเขียนว่า “โปรดใช้เกียร์ต่ำ” น่านแหละใช่เลยเข้าพื้นที่ Killing Zone แล้ว   
หลักการควรจำเอาไว้ใช้ตลอดคือ ขับรถโดยการควบคุมรถของคนขับ หมายถึงการใช้เกียร์ ความเร็วรถ และความเร็วรอบเครื่องให้สัมพันธ์กัน ไม่ปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ได้ควบคุมรถ
 
///  Engine Brake   ////  แรงหน่วงที่เกิด.... มาจากการดึงรอบเครื่องลง  จากการลดเกียร์ลงขณะวิ่ง  นั่นละเอนจิ้นเบรคทำงานแล้ว ครับ มากน้อยอยู่ที่ความเร็วรอบและเกียร์ เพื่อชลอรถ ซึ่งถ้าเปลี่ยนเกียร์แล้วไม่คืนคันเร่ง เครื่องจะหน่วงน้อยมาก   ถ้าแค่ปิดคันเร่งอย่างเดียวรถจะหน่วงแต่ยังไม่พอทันที หากเปลี่ยนมาเกียร์ต่ำลงมาแล้ว 1 จังหวะ แล้วเครื่องยังไม่ตอบสนอง  แสดงอาการหน่วงลดความเร็วให้เห็น  ก็ต้องลดเกียร์ลงขณะวิ่ง  โดยใช้ Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแต่ละเกียร์  ไปเรื่อยๆ   คู่กับการใช้เบรคหน้าและหลัง    แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง   เช่น กรณี เมื่อเจอไฟแดงไกลๆ ผมจะไม่เข้าเกียร์ว่าง แต่จะถอนปิดคันเร่ง แล้วลดเกียร์ลง ถอนคันเร่ง  ทีละเกียร์จนได้ความเร็วตามที่เราต้องการ และสามารถบิดคันเร่งรถเพื่ิอไปต่อหรือหลบหลีกได้ตามความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง  การลดเกียร์ลงต่ำลง เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้ อย่างนุ่มนวล   แต่ยังไม่ต้องการหยุดทันที หลักการ คือ ขับรถโดยการควบคุมรถของการบิดและคลอคันเร่งเพื่อไม่ให้เครื่องกระชากหรือฉุดดึงจนรถเสียการควบคุม ขับ หมายถึงการใช้เกียร์ ความเร็วรถ และความเร็วรอบเครื่องให้สัมพันธ์กัน ไม่ปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ได้ควบคุมรถ
การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีโดยไม่เลี้ยงรอบในแต่ละเกียร์ จะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟือง   โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง   เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ  นั่นละครับที่น่ากลัวสุด ลดเกียร์ โดยไม่สัมพันธ์กับรอบเครื่อง  แทนที่จะหน่วงจะกลายเป็นสบัด ไป

" ใช้เกียร์ต่ำลงทีละ Step เพื่อช่วยเบรค ให้เครื่องหน่วง หน่วงมาก หน่วงน้อย อยู่ที่การใช้เกียร์ ไล่ Step  คันเร่ง คลัทซ์  วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว เพราะบางที เบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ ต้องใช้เกียร์ช่วย "

" การใช้เอนจิ้นเบรค ปลอดภัยกว่าการใส่เกียร์ว่าง หรือเปลี่ยนเกียร์ลงแต่กำคลัชท์แล้วปล่อยให้รถไหล ครับ "

 ***   ในสภาพเครื่องยนต์ได้รับการบำรุงรักษาปกติ  การใช้เอนจิ้นเบรค  ไม่ได้ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์และเกียร์มากมายอย่างที่คิด 

 มันเหมือนเป็นช่วงที่เค้นสมรรถนะของมันให้ออกมาเต็มที่นั่นเอง   แต่ความสึกหรอ โซ่ สเตอร์


 ***   ส่วนการสึกหรอ  ส่งผล มากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ Engine break   
 สาเหตุที่เสียหายน่าจะมาจาก การกระแทกเกียร์ลงจากเกียร์สูง ลงเกียร์ต่ำมาก   เช่น   6 โดดลงมา 3 หรือ  2  1

เปลี่ยนเกียร์  ไม่เหมาะสมกับความเร็วและรอบ  ไม่ไล่เกียร์ลง  ทีละ  1 Step  นั่นแหละ

 ที่จะทำให้มันสึกหรอเร็วกว่าปกติ   เกิดการกระชาก  อย่างรุนแรง ถึงเสียหายต่อชุดเกียร์และระบบส่งกำลังได้


  *** แต่เหล่านี้ แลกมาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ก็น่าจะเหมาะสมนะครับ    ***


ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ


/// หลักสูตรขับรถมอไชด์ ภาคทฤษฏี..แบบจัดเต็ม ///
http://www.honda500thai.com/index.php/topic,7294.0.html

***  บทความเป็นของ โรงเรียนสอบขับรถ เซฟ ไดรฟเวอร์ เอดูเคชั่น  น่าสนใจดีครับ  มีประโยชน์  กับผู้ขับขี่่มากๆๆ

สอนแต่..ทฤษฎี   ไม่รับสอนปฏิบัติ ลองอ่านหนังสือตำรา...วิชาการขับขี่รถจักยานยนต์... ดูครับ ละเอียดดีครับ  ***

////  ตำราหลักสูตรขับรถมอไชด์   ////

การประเมินความเสี่ยง    การเข้าใจความเสี่ยง   การจัดการความเสี่ยง  การลดความเสี่ยง  การปรับพฤติกรรมผู้ขับขี่

ละเอียดและมีสถิติต่างๆๆที่เกี่ยวข้อง  ประกอบ  อาจลายตาเป็นตัวอักษรล้วน  เหมือนอ่านหนังสือตำรา...วิชาการหลักสูตรขับรถมอไชด์

นานๆๆจะเจอแบบวิชาการนี้ ลองพิจารณากันดู ครับ

การขับขี่รถจักยานยนต์   โรงเรียนสอบขับรถ เซฟ ไดรฟเวอร์ เอดูเคชั่น
http://www.safedriver.co.th/-1-.html

อ่านตำราเสร็จแล้ว  ลอง...พิจารณา

ยิ่งได้ใช้ควบคู่....การประเมินการขับขี่่ .... เพื่อ..ความปลอดภัย..ของตัวเราเอง

 
" มองไกลๆครับ ช้าๆ ถ้าชัวร์ค่อยบิด เดาทางรถคันหน้าและคันถัดไป และถัดๆๆไป "


" ในแง่ของเทคนิค ก็อยู่ที่การพัฒนาทักษะ การคุม การเข้าใจรถ ประกอบกัน
หมั่นใช้รถบ่อยๆ ออกทริปบ่อยๆ ประสบการณ์จะ ทำให้เราแกร่งขึ้น
กฎจราจร อย่าเสี่ยงในจุดที่ไปจำเป็นอย่างช่องแคบ หรือจุดอันตราย สมาธิ การมองไกล และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดข้างหน้า "


"  รู้จักตัวเอง รู้จักรถตัวเอง อ่าน...บนท้องถนนให้ขาด = ไม่ประมาทนั้นเอง  "



มิติโลกหลังเที่ยงคืน (เจาะลึก...รู้รอบตัว - มอเตอร์ไซค์) 9 ธันวาคม 2554... คลิป...ทฤษฎี และอื่นๆๆ  ***

****  มอเตอร์ไซค์  หลากหลายแง่มุม...สาระความรู้  ..เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ...ที่บางที  คุณไม่รู้ หรือ...สงสัยอยู่   ***



////// ขับขี่เสี่ยง !!!  วัดดวง !!!   ดวง..ดี   หรือ... ดับ   **  ประเมินการขับขี่  ** //////

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50293.0

/// บาดเจ็บ อุบัติเหตุ BigBike การช่วยเหลือเบื้องต้น ///
http://www.clubversysthailand.com/()/bigbike-11245/
แชร์เป็นประสบการณ์ที่ควรรู้  กับอุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์  โดยเฉพาะ Bigbike
กับการช่วยเหลือ  ...  เบื้องต้นทั้ง...แบบไม่รุนแรง ...รุนแรงและ...ถึงสาหัส    ถึง.......ดั..บ

วิธีสังเกตอาการ....ผู้บาดเจ็บ
การเคลื่อนย้าย.... ให้ถูกวิธี    ถ้าผิด...อาจหนัก..กว่าเก่า หรือพิการไปตลอดชีวิต

และอาการ....บ่งบอก ที่ต้องรีบ......ส่งโรงพยาบาลให้ถึงมือหมอ....เร็วที่สุดถ้าช้า...หรือรอ 
อาจไม่ทัน.....ได้ช่วยเลย   

เรียนรู้เพื่อตัวเรา และคนรอบข้าง  นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
เป็นหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น....ที่พยายาม....

ทำความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้....

จาก...ผู้รู้ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับการกู้...ภัย กู้...ชีพ  มาถ่ายทอด  มาเล่าสู่กันฟัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04/06/15 @04:21:03 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
//////// การขับขี่ สองล้อ มีความเสี่ยง เนื้อหุ้มเหล็ก คนรอบตัว ใกล้ชิด คนข้างหลังจะห่วงมากกว่าปกติ
เราต้องปฎิบัติตัว.....ให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยง ......เพื่อที่จะ กลับไปหาคน ..ที่รัก.. ที่รอคอย....เราอยู่ ////////*************************************************************************
David's story: Road safety campaign

*************************************************************************



/////    การ ประเมินสถานการณ์   การขับขี่.....สำคัญมาก    เพราะ   วินาที.....ฉุกเฉิน  ///////

http://www.clubversysthailand.com/()/t10489/?action=post;msg=226274

 :132:    ดวง..ดี   ดวง .. ดับ   พระพรหม....     

        ไม่ได้  ....   ลิขิต        เราต่างหาก ที่ลิขิต .... ชีวิต  เราเอง   


     เทคนิค  วิธีการ  จังหวะ  การขับขี่  ที่ดี  มีประสิทธิภาพ   

     +  การ ประเมินสถานการณ์  ล่วงหน้า       

   ***   กำหนด  ดวง.... ชีวิตเรา   **
   

   
 :-X   จุดที่วิกฤต 
     
***    หมิ่นเหม่   

***     มีอันตราย 

***    ไม่ปลอดภัย

***     เป็นภัย 

***     เป็นอันตราย

 น่ากลัว อย่าเจอ.... ดีกว่า 

 
 :-\ ถ้าเรา สามารถประเมิน แล้วเลี่ยง  หลบ ระมัด ระวัง มากขึ้น 

 :-\  คือเลี่ยง   จุดเกิดเหตุ  ให้มากที่สุด  เราก็จะปลอดภัยมากขึ้น




////// อุบัติเหตุ ,,,,,,, เกิดได้ทุกเวลา  เราระวัง ,,,,,,,  คนอื่นไม่ระวัง .... ตัดสินใจพลาด  อาจสูญเสีย....ตลอดชีวิต   //////

////// อุปกรณ์ ,,,,,,,  ป้องกันครับ  ,,,,  จัดหนัก.... ยิ่งดี  //////

 ////// เกิดเหตุ  ,,,,,,,  อุปกรณ์ ช่วยจากหนักเป็นเบาได้   ป้องกันครับ  ,,,,  อะหลั่ยมนุษย์ไม่มี  //////


โดยเฉพาะ  ทางร่วม ทางแยก ที่ไม่มี   สัญญาณไฟ   .....  ที่เรียกกัน  .....  แยกวัดใจ  ....


ไครจะ....  แน่  ไคร... จะ ได้ไป   ไครจะยอม หรือ ไม่ยอม  ยิ่ง  รถรอเลี้ยว บริเวณ U-Turn รถที่ลังเล

เราจะเสี่ยง  หรือจะระวัง  หรือ วัด....ดวง .... ดวงดี  .... ดวงดับ...เราลิขิต



*** ถ้าเรา สามารถประเมิน แล้วเลี่ยง  หลบ ระมัด ระวัง มากขึ้น   

คือเลี่ยง   จุดเกิดเหตุ  ให้มากที่สุด  เราก็จะปลอดภัยมากขึ้น
  ***

***    ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อการขับขี่   ***


ส่วนใหญ่ รถยนต์ รถ ใหญ่  คนเดินถนนทั่วไป  จะประเมินคาดการณ์ ความเร็วในการวิ่งของ BigBike  ต่ำกว่า  ความเป็นจริง
ถ้าเทียบกับรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป  เพราะความเร็วในการเข้าถึง  จะเร็วกว่ามาก



///  ประเมินสภาพการขับ ขี่ ลักษณะรถ และรอบตัว การขับขี่  พยายามมองกระจกหลังบ่อยๆๆๆ มองช่อง ให้มอง ข้ามไปข้างหน้า หลายคัน  หาทางออก เผื่อ อย่า จี้ รถข้างหน้า มาก   ช่วย ในการเกิด.... ได้มาก ///

 รถแท็กซี่ ก็เช่นกัน ระมัด ระวัง โดยเฉพาะแท็กซี่ ที่มี / ไม่มี ผู้โดยสาร  พฤติกรรม การขับ ต่างกัน โอกาสที่เราจะเจอ ปาด จอดรับ... หรือ จอดให้ผู้โดยสารลง มีมาก

  รถช้าที่วิ่งซ้าย ลักษณะอาการขับขี่รถ การชลอรถ  เพราะ พฤติกรรม การขับขี่ของบางคน อาจไม่เปิด ไฟเลี้ยว หรือไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนผู้ใช้ทาง หรือเปิดแล้ว  เลี้ยว /  หยุดเลย   เรา ก็...  ก็เบรค.... กันหัวทิ่ม... เอาอยู่ ไม่อยู่ ว่ากันไป
 
***    และช่วงนี้ รถคันแรก ออกมาเยอะ  จะมีผู้ขับขี่ หลายแบบ ทั้งเก่า ใหม่ ใหม่ซิงๆๆ ซึ่งความชำนาญและการตัดสินใจ อาจไม่ดีพอ ต่อผู้ใช้ถนนและผู้ใช้ร่วมทาง  ก็ระมัดระวังกันครับ   ****

///Basic BigBike Safety Riding คลิปทบทวนกันครับ ///

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=52871.0

****  เพราะการเรียนรู้ด้วยตนเองกับการขับขี่  BigBike ค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ  มากน้อย   แล้วแต่การขับขี่และการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นๆๆ ว่าถูกต้องหรือไม่กับสถานการณ์ ****


ทั้งการใช้สมรรถนะของรถและคน ในการควบคุมการขับขี่่ ให้ถูกต้อง ถูกหลักและปลอดภัยทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น   

การตัดสินใจ ที่ผิดพลาดในช่วงเสี้ยววินาที กับ BigBike น่ากลัวครับ มีข่าวคราวสมาชิกเราสูญเสียไปมากมาย.....


  พื้นฐาน ทักษะ การขับขี่ BigBike ยิ่งสำคัญมาก  ท่าทางการขับขี่  การใช้เบรค   การใช้คันเร่ง  การเข้าโค้ง  จะทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ  มีความสุข  สนุกกับการขับขี่  มากขึ้น 


/// ลองดูกันครับหลักการเลี้ยวแบบ counter-steering  กับบิ๊กไบค์ ///



ซึ่งจะช่วยในการเลี้ยว การพริ้ว และการหลบหลีก ทำได้ง่ายขึ้น เช่นรูปแบบการขับ Gymkhana (ยิมคาน่า)



Gymkhana (ยิมคาน่า) คืออะไร
สำหรับตัวของผมเอง ชอบแข่งรถสไตล์ Gymkhana อยู่แล้ว มันเป็นกีฬา Motor Sport ที่สนุกครับเราลองมารู้จัก Gymkhana กันเลยครับ
Gymkhana (ยิมคาน่า) คืออะไร
Gymkhana เป็นการแข่งขันรถ ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้ความเร็วระดับต่ำถึง ปานกลาง โดยมักใช้สถานที่เช่น ลานจอดรถ สนามโกคาร์ท หรือ ลานต่างๆ เป็นต้น โดย ทั่วไปจะใช้กรวย(cones/pylons)เป็นตัวกำหนดเส้นทาง เพื่อทดสอบทักษะการขับขี่ ของผู้ขับโดยไม่มีผู้นำทาง โดยใช้เวลาที่ทำได้เป็นตัวชี้วัดการแข่งขัน โดยทั่วไปหาก บังคับรถไปถูกกับกรวย(cones/pylons)จะถูกทำโทษโดยบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก 2 วินาที โดยผู้ชนะการแข่งขันคือผู้ที่ทำเวลาได้น้อยที่สุด

ใครคือคนที่เหมาะสำหรับการแข่ง Gymkhana ?
โดยส่วนมากแล้วผู้มาเข้ามาขับขี่รถยนต์ในรูปแบบของ Gymkhanaนั้น จะเป็น คนที่รักในการแข่งขันกีฬา Motorsports และส่วนมากแล้วผู้เข้าร่วมการแข่งขันนั้น จะไม่ได้ใช้รถที่ทำมาเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว ?racecar? แต่ส่วนใหญ่จะนำรถที่ ใช้ในชีวิตประจำวันมาใช้ในการแข่งขัน (street use Motorcycle) เพราะผู้ขับขี่ส่วนมาก นั้นต้องการจะนำทักษะที่ได้จากการแข่งขันเพื่อที่จะสามารถนำไป ใช้ในการขับขี่ภาย ในชีวิตประจำวันที่อย่างมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุด

ทำไมต้องเป็น Gymkhana?
เพราะการแข่งขันรถ ในรูปแบบของ gymkhanaนี้ ถือได้ว่าเป็นการแข่งขัน กีฬา motorsports ที่ใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก และยังทำให้คุณรู้ถึงขีดความสามารถ และสมรรถนะสูงสุดของรถคุณ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันบนท้องถนน ได้อย่างปลอดภัย และคุณก็ยังเร้าใจไปกับการแข่งขันอีกด้วย

เทคนิคการขับสำหรับมือใหม่

1.ไลน์ให้ถูก ซึ่งมันคือ racing line เหมือน circuit ล่ะ เพียงแต่มันไม่มีขอบสนามให้เห็น ต้องวาดเอาเองในสมอง

2.speed ให้พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป

3.เร่งให้พอดี เพราะ gymkhana ใช้ speed ไม่สูงนัก เกียร์ใช้เกียร์ต่ำ เวลาเร่งส่งจึงตะบี้ตะบันมากไม่ได้ ล้อปั่นฟรีก็คือช้าลง

4.เบรคให้พอดี เพราะ gymkhana โค้งเยอะ เลี้ยวตลอดเวลา จึงใช้เบรคเยอะมาก
เบรคที่พอดีไม่มากจนล้อล๊อค และทำไห้เกิดอาการรถแถ ซึ่งทำให้ช้าลง

5.สมาธิที่ดี จำไลน์ให้ได้ คิดไลน์ให้ออก ขับให้ได้ตามที่คิด ใจเย็นๆ อันนี้ทำยากที่สุดเมื่อถึงเวลาแข่ง

มาลองฝึกเบรคดู

ฝึกเบรคให้แม่น ไม่ให้ล้อล๊อค และสามารถฝึกที่ไหนก็ได้
เอาง่ายๆ ก่อนถึงไฟแดง สมมติมาที่ความเร็วซัก 50 หาจุดเบรคที่สามารถทำให้รถหยุดที่เส้นให้พอดีถ้า Advance อีกหน่อย หยุดที่เส้นพอดีไม่พอ ต้องไม่หยุดแบบหัวทิ่มด้วย(กรุณานึกภาพตาม)คือ ต้องคุมเบรคน้ำหนักเบรคให้ได้แบบ เบรคทีแรก หนักหน่อยแล้วค่อยๆ(ย้ำ ค่อยๆ)คลายเบรคให้รถอยู่ในอาการหน้าไม่ทิ่ม และให้หยุดที่พอดีเส้นเหมือนกัน ลองนึกภาพตามหลายๆทีละกันนะอธิบายยากเหมือนกัน อันนี้มีประโยชน์ในการเบรคเข้าโค้งครับ เพราะส่วนใหญ่ สนามจิม จะค่อนข้างมีโค้งที่เล็ก+แคบ จำเป็นจะต้องทำการ Trailbrake เข้าไปในโค้ง การ Trailbrake ก็คือ การEase off brake เป็นไทยก็คือ การคลายเบรคนั่นเอง

ทำไมต้อง Trailbrake? เพราะอย่างที่บอก โค้งส่วนใหญ่ในสนามจิม เป็นโค้งแคบ จำเป็นจะต้อง"หมุน" หรือ "เปลี่ยน"ทิศทางรถมากกว่าโค้งกว้าง เพราะฉะนั้น การถ่ายน้ำหนักจึงมีความสำคัญถ้าโค้งแคบ แล้วเรารีบ เบรค น้ำหนักที่ควรจะอยู่ที่ล้อหน้า(ตอนเริ่มเลี้ยว)จะถูก ถ่ายกลับมาด้านหลังแทน ทำให้เราเสีย Traction (การยึดเกาะ) ในล้อหน้าไป ผลก็คือ ไม่สามารถจะเลี้ยวได้เร็ว หรือ ไม่สามารถจะเดินคันเร่งออกจากโค้งได้เร็วเท่าที่ควรจะเป็น   

  ลองศึกษาจากคลิปดูครับ  มีประโยชน์แน่ๆๆ เพราะ 2 ล้อ พลาดแล้ว..เจ็บ  มากน้อย อยู่ที่เรา... และผู้ใช้รถใช้ถนน ผู้ร่วมทาง ลองดูกันครับ   เรียนรู้ทักษะในการขับขี่รถบิ๊กไบค์จากครูฝึกที่มากด้วยประสบกา­รณ์  *****

อุปกรณ์ป้องกัน  หมวกกันน็อก กางเกง การ์ดป้องกัน ถุงมือ รองเท้าด้วยงบหลัก...หมื่นบาท เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ดีกว่ามานั่งเสียใจเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่ดีพอ   ได้ใช้แน่ครับ ถ้าเกิดเหตุขึ้น อุปกรณ์ป้องกันตัวเราจัดหนักยิ่งดี  พลาดหนึ่งครั้ง ถ้าไม่เจ็บโชคดีไป แต่ถ้าหนักละก็เงินพันหมื่นไม่สามารถเรียกเเขน ขา อวัยวะ คืนได้ อะหลั่ยมนุษย์ไม่มี  รถพังยังซ่อมได้   ดูกันชัดๆ นะครับ  ถ้าเกิดเหตุขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22/07/15 @04:01:49 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

gumpa

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 225
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 4
ยอดเยี่ยม และขอบคุณครับ  :)

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
เข้าโค้งกันถูก" ไลน์ " หรือยัง

ซึ่งการ เข้าโค้ง " ไลน์ " สำคัญมาก ๆ ครับ ต่อให้จะ Hang on สุดตัว ท่าทางการขับขี่ คุณเทพแค่ไหน หรือ รถสุดเทพ ยางดีที่สุด แต่งมาเต็มแค่ไหน  ก็หลุดโค้งได้ ถ้าไม่เข้าใจ " ไลน์ " ที่ถูกต้อง การขี่ได้ช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่ " ไลน์ "ส่งผลต่อ...การควบคุมรถ ก็จะยาก-ง่าย..ผลต่อความปลอดภัย....ตามมา

ถ้าไม่เทพจริงเข้าให้ช้า ออกให้ไว จะปลอดภัยกว่า.....





ข้อสังเกตุ คือ

* ถ้าคุณเข้า" ไลน์ " ถูก การเดินคันเร่งในโค้งจะไหลรื่นคือ คุณจะเดินคันเร่งไปได้เรื่อย จนพ้นปลายโค้งแล้วเปิด คันเร่ง ต่อขึ้นไปเรื่อยๆจนสุดๆ
* แต่ถ้าคุณเข้าไปในโค้งแล้ว ต้องคลอคันเร่งแบบ เปิด ปิด เปิด ปิด คันเร่งแสดงว่าคุณมาผิด" ไลน์ " สาเหตุคือ เข้ามาด้วยความเร็ว...ช้าไป ..... เร็วไป จนเข้า" ไลน์ " ผิด ส่งผลให้คุณเลยต้องเปิด ปิด เปิด ปิด คันเร่ง เพื่อแก้...ปรับ...รักษาความเร็ว....ให้พอดี....กับโค้ง ยิ่งเร็วมาก ยิ่งปรับแก้มาก ถ้าแก้ผิด ก็....บาน หลุด กันไป ถ้าไม่เทพ.. โอกาส พลาด...มีสูง แต่ถ้าคุณเข้า" ไลน์ " ถูกการเดินคันเร่งก็จะไหลรื่น ส่งผลในการควบคุมรถ ได้ง่าย

มาดูเทคนิคการใช้ Engine Break ใช้เครื่องช่วยหน่วง เปลี่ยนเกียร์ช่วยชลอความเร็ว (Advance Riding ) แทนการเบรก ยิ่งในโค้ง...อันตรายมากๆ โอกาสพลาด มีสูง
การเข้าโค้ง----ต้องฝึกฝน อ่าน" ไลด์ " แม่นๆ ก็สามารถเข้าโค้งได้แบบฝีมือ ยิ่งเรียนขี่ในสนามแข่งได้ยิ่งดี คือ
1.ต้องลดความเร็วเหลือเท่าไหร่ ต้องอยู่เกียร์อะไรก่อนเข้าโค้ง  ก่อนเข้าโค้ง จริงๆฟังแต่เสียงเครื่อง กับการตอบสนองของกำลังเครื่องว่ามีกำลังแรงฉุดดึงพอดีในการเข้าโค้ง
2.อ่าน " ไลด์ "  จะไม่แม่นเป๊ะเหมือนในสนาม แต่การฝึกทำอ่าน" ไลด์ " บ่อยๆรับรองว่ามันเอามาใช้ได้ในการขับขี่ที่ สนุก ปลอดภัยกว่าแน่นอน
3.การลดความเร็วได้อย่างรวดเร็วในภาวะฉุกเฉิน - การใช้เบรคหนักๆ ทั้งการใช้เครื่องช่วยชลอ เป็นจริงที่ต้องฝึกฝน ให้ใช้คล่องๆ ดังใจสั่ง
ในสนาม เทคนิคของนักแข่งที่ต้องทำความเร็วมาเต็มเหนี่ยว  180-200 แล้วต้องกดให้ลดลงเหลือ 70-80 เพื่อเข้าโค้ง ภายในเวลาอันสั้น ก่อนเข้าโค้งที่  รับรองว่าคุณจะไม่กังวลเรื่องเบรคไม่ทัน หรือ ABS เอาไม่อยู่ น้อยลงไปเยอะ ถ้าฝึกบ่อยๆ
4.คุณจะรู้ว่า CC. เยอะๆ ม้าแรง ๆ ไม่ได้ทำให้คุณเร็วกว่าใคร คูณอาจจะหนี  CC. น้อย ม้าย่อมๆ ไม่ได้ หรือ ดีๆไม่ดี...โดนแซงด้วย อยู่ที่ไครเทคนิคดีกว่า เทพกว่า  อ่าน" ไลด์ " แม่นกว่า เข้าโค้งแบบฝีมือสุดยอด  CC. เยอะๆ ก็อาจโดนแซงตั้งแต่โค้งแรก 

" ทหารยังมีซ้อมรบ ทั้งที่ไม่มีโอกาสเกิด แต่ก็ต้องซ้อม ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน ก็พร้อมที่จะสู้ในสนามรบ "


การ เข้าโค้ง ต้องมองตั้งแต่ก่อนเข้าโค้ง เพื่อประเมินลักษณะ สภาพของโค้ง และกำหนด" ไลน์ " ที่จะเข้า โดยลดความเร็ว เตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง สายตามองที่ปลายโค้ง ถ้าเข้าโค้งแล้ว จัดท่าทางการขับขี่ให้เหมาะสมกับความเร็วและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ของรถ นะครับ

ลองฝึกดูกัน รับรองการขับเข้าโค้งจะกลายเป็นเรื่อง ง่าย  สนุก ปลอดภัย [color]


การ เข้าโค้ง " ไลน์ " สำคัญมาก ๆ ครับ


*** " ไลน์ "  ส่งผลต่อความยาก-ง่ายในการควบคุมรถ .....ส่งผลต่อความปลอดภัย....ในการขับขี่ตามมา ****

+ + + + รถที่ดี    ระบบเบรคที่ดี   ทักษะดี  ช่วยได้ส่วนหนึ่ง   ถ้าไม่ประมาทจะยิ่งช่วยได้มากกว่า   + + + +



เครดิต Superbike-club.com (หรือ superfour-clubเดิม)
เข้าโค้ง
1. เตรียมตัวเข้าโค้ง ในส่วนนี้การใช้ขาหนีบถังก่อนเข้าโค้งจะช่วยเพิ่ม "เสถียรภาพ" ในการทรงตัวที่ดีมากครับ แต่ "จะหนีบยังไงล่ะ" นี้ต้องเป็นยอดคำถามแน่ๆ เพราะถ้าเราเกร็งหนีบไว้มันอาจเป็นตะคริวได้ แต่ถ้าไม่หนีบขาก็ถ่างออก จริงๆแล้วมันมีวิธีครับแต่อาจต้องมีการปรบกันนิดหน่อย คือ
ช่วงปลายเท้าเอามาอิงแอบแนบชิดกับเจ้าพักเท้าชี้ปลายเท้าไปด้านหน้า ช่วงกึ่งกลาง "ส้งตีง" เหยียบที่พักเท้าพอดี ให้ปลายเท้าแตะติดตัวเบรคไว้ "เน้นนะครับว่า "ปลายเท้า" เพราะถ้าส่วน ฝ่าเท้าส่วนบนที่เป็น "อุ้งตีง" ไปแตะทั้งหมด การกดน้ำหนักในโค้งจะทำได้ยากครับและที่สำคัญการกดเบรคเราอาจจะลึกกว่าปกติก็ได้
2. ดึงจังหวะเกียร์ เลี้ยงรอบเครื่อง ให้อยู่ในช่วงรอบกลางๆครับ ถ้าเป็นพวก 400 เลี้ยงไว้ที่ 6500-7000 แต่ถ้าตระกูล 1000+ ก็เอาที่ราวๆ 4000-5000 ครับ จากนั้นทำการเข้าโค้ง โดยส่วนที่ใช้ในการเข้าโค้งยังเป็น "ช่วงเอว" เหมือนเดิมครับผม แต่คราวนี้ จังหวะที่เราเอาเอวเราโยกรถ น้ำหนักเท้า"ด้านใน"โค้งจะกดลงเองอัตโนมัติเลยครับถ้าฝ่าเท้าเราวางถูกจุด ช่วงเอวเราจะทำการคอนโทรลการเลี้ยวเลยครับ
3. หัวเข่าและหน้าขาฝั่งนอกโค้ง จะเป็นจุดที่ควรจะหนีบโหนติดที่ถังน้ำมันเลยครับ คราวนี้เราจะโหนได้ดีขึ้นเรื่อยๆแต่เราไม่จำเป็นต้อง"เลื่อนตูดไหลตามโค้ง"นะครับมันไม่เหมือนสปอร์ต เพราะถ้าคุณเลื่อนตูดไหลตามโค้งล่ะก็บอกได้เลยว่า "ตูดไหม้" แน่ๆครับถ้าเจอโค้งต่อเนื่อง และที่สำคัญเลยคือ "เสียจังหวะ" ครับ ดังนั้น ตูดก็ยงเป็นตูด นมก็ยังเป็นนม โอ๊ววว (ไปอีกแล้วกระทู้กูเบี่ยงเองอีกแล้ว ) ไม่ใช่เว้ย ตูดก็ยังคงนั่งติดเบาะเหมือนเดิมครับ ไข่ชนถัง หลังชน...(ถ้ามีนมซ้อนก็โอเคโหนดีๆล่ะ ระวังนมตกใจพาหล่นนะเอ้อ)เอออนั่นแหละ ใช้การโยกของ"เอว"ให้เป็นประโยชน์ครับ ถ้าไม่มั่นใจว่าพริ้วลองเอาคู่กิ้กเราไปซ้อมก่อนก็ได้นะจ๊ะ อิอิ ถ้าเพื่อนๆที่อ่าน ทำตามการนั่งที่กล่าวไว้ ขาด้านในโค้งจะทำหน้าที่ "กด" น้ำหนักให้อัตโนมัตื โดยที่ ต้นขาด้านนอกโค้งจะเป็นตัวช่วยโหนให้เราเองเลยครับผม
4. ตามองไลน์ ที่จะวิ่งไปเลยครับ ให้มองจุดที่เราจะเลี้ยวเข้าหา(ปลายสุดของยอดโค้งหรือ "APEX") จุดนั้นจะเป็นตัวกำหนดให้เราไหลเข้าไปแล้วหวดออกมาครับ มองไปที่จุดนั้นแล้วพุ่งเข้าไปหากะระยะดีๆแล้วส่งออกมาครับ ตรงจุดนี้ รถเรา แม้จะทิ้งโค้งไม่แบนเว่อร์ แต่ความเร็ซในโค้งผมบอกเลยนะครับว่า ถ้าเพื่อนคันข้างหน้าฝีมือไม่เก๋าพอ มีสิทธิได้เป็น "ไม้ป่าเดียวกัน" แน่ๆพี่น้อง(ล่อตูดเอาอะเดะ) ดังนั้นถ้าจะลองก็เว้นระยะไว้หน่อยครับ ไม่ก็ลองตอนถนนโล่งๆดีกว่าครับ ฝึกฝนให้ชำนาญแล้วเราจะเก่งขึ้นเองครับผม
5. คันเร่ง และ เกียร์ ส่วนนี้ก็เหมือนเดิมครับ คุมเลี้ยงรอบไว้ดีๆ ถ้ารถเริ่มมีอาการ ไถลแฉลบ(เพราะความเร็วตก)พยายามส่งคันเร่งช่วยนะครับ(บางคนไปปล่อยลงไปอีกแล้วบีบคลัทซ์แทน ผลก็คือ "ลื่นแพร่ดดดดด" ไม่ต้องบอกนะไปลองเองแล้วกัน แล้วจะรู้ว่า "ปูนคอนกรีตน่ะมันไม่ค่อยเป็นมิตรกับผิวเราเท่าไรเลย" ถ้าความเร็วตกให้ส่งเพิ่มครับ แต่ถ้ารถออกอาการไหลออกดื้อโค้ง ให้เราใช้การ ลงเกียร์ ช่วยเอาครับ แก้อาการเอาแล้วส่งคันเร่งดึงรถกลับมา จำไว้ว่า "อย่ากดเบรค" ในโค้งเป็นอันขาดครับ(กดแรงๆอ่ะ) มันจะไถลเลยครับถ้าไม่ไหวจริงๆ ใช้ เกียร์ช่วยเอาครับ ส่วนล้อหลังก็ประคองๆเอาครับผม
ก็หมดไปแล้วล่ะกับการเข้าโค้งของ เน๊คเก๊ต คู่ใจเรา สรุปง่ายๆคือ ใช้เอวช่วยโยก ขานอกโหนถัง ขาในกดน้ำหนัก มือประคองความเร็ว จากนั้น ถ้าจะแบนมากขึ้นก็ส่งความเร็ซมาขึ้นไปครับ "อย่าไปคิดว่าเรากำลังเข้าโค้ง" ให้คิดว่า "เรากำลังไต่ข้างขึ้นทางชัน" ครับผม เพราะเวลาที่เข้าโค้งจริงๆแล้ว แฮนด์เราแทบไม่ขยับเลย มันเหมือนเรากำลังไต่ข้างๆขึ้นทางชัน มากกว่าครับผมเวลาส่งในโค้งก็จำไว้ว่า "อย่ายกคันเร่งทีเดียวถอนหมด" ให้ค่อยๆประคองครับ
แล้วคุณจะรูว่า แม้ไม่โหนได้เท่า รอซซี่ ไม่ขี่นิ่งเหมือน ดูฮาน แต่ก็ไม่บานออกไลน์นะเว้ย" แม้นไม่แบนเทพแต่ก็ไม่บานเทพล่ะครับแถมเข้าได้ไวด้วยครับ
ไปคิดเอาเองครับ ว่า จะเอาขับเข้าโค้งแบบ "เร็วจริง" หรือ "สวยจริง" ถ้าอยากเข้าเร็วก็เอาที่ผมบอกอ่ะครับไปลอง แต่ถ้าอยากเข้าสวยๆ อันนี้ผมบอกไม่ได้น่ะ เพราะ เน๊คเก๊ต ผมลองมาเต็มที่แล้วล่ะครับ ไงๆก็ได้ไม่เท่าสปอร์ตหรอกครับ จริงๆนะ
เอาล่ะไว้เดี๋ยวรอบหน้า สาวก คนชอบสับ (Chopper) ได้เจอกันแน่ๆครับ อย่าคิดว่าเข้าโค้งไม่ได้นะ ช้อปเปอร์น่ะผมเคยเจอเทพมาแล้ว เข้าโค้งโคตรเก่งเลย ผมถามมาเองเลยครับอันนี้ ได้เจอกันแน่นอนครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17/03/16 @16:36:02 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Yongsak Tour

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 3,139
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 348
  • ชีวิตคือการเดินทาง