Facebook CVT สำหรับการเชื่อมโยงในทุกมิติ คลิกที่นี่


ผู้เขียน หัวข้อ: ///// การแบนโค้ง ท่าทางการขี่เข้าโค้ง /////  (อ่าน 3539 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
***  พอดีไปพบบทความ   ขั้นตอนการเข้าโค้ง  ค่อนข้างละเอียดทุกอย่างที่จะใช้และไม่ควรใช้ในโค้ง ลักษณะ  อาการของรถที่จะบ่งบอกตอนอยู่ในโค้ง   ลองศึกษากันดูครับ  มาแบบต้นฉบับ  Master   ลองอ่านดูครับ   ตัวหนังสือ จะเยอะ หน่อย    ค่อยๆๆอ่าน  อ่านๆๆ ไป ไปลอง หาโค้งทดสอบทีละข้อ  จะได้แม่นครับ  ..  ล้อ เล่น..  แล้วแต่ถนัด  น่าจะได้ประโยชน์ ไม่มากก็น้อย  ครับ  เพื่อสมาชิกเราทุกคน  อาจจะซ้ำที่เคยลง

**  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด

 
 
 
 ////   เพราะการเข้าโค้งนี่  สำคัญมาก  ปราบมาหมดทั้งเซียน  ไม่เซียน มือเก่า  มือใหม่  เผลอเมื่อไหร่   หรือขับเพลิน

 แว๊บเดียว ถ้าต่างจังหวัดถนนนอกเมือง  มีสิทธิ์ เก็บเห็ดข้างทาง  แต่ถ้าหลุดโค้งในเมือง.... ก็มีสิทธิ์  นอน.....ยาว   ..นอน..ยาว 

โรงพยาบาล  นะครับ  อย่าคิดมาก .....  ////

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้และสัมผัสแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี   

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น     
   ***


 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิต stormclub
http://www.stormclub.com/scoops/index.php?section=1200&x=10&y=4&p=1

 ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่งของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ

1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้งที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆจากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น [/b][/color]

จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เราสามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

*** เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ***



 ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” [/color]หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย[/color]


 การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
 3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้  และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
 4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น  หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
 เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด
 

ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ... [/b]



*** การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง 

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม ***


แรงเหวี่ยง...หนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี   

ศีกษาและลองทำความเข้าใจ  จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ง่ายขึ้น




การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้ และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด






Riding School
การเข้าโค้งที่ถูกต้อง 
สวัสดีครับ ( รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ )
หลังจากห่างหายการเขียนบทความไปนานแล้ว เห็นหลายๆคน ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนๆน้องๆมือใหม่ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับ เทคนิคการขี่รถ จริงๆแล้วอยากเขียนให้แบบว่าคุยกันให้ฟังมากกว่าที่จะป็นการสอน แต่เพื่อให้ดูสมเหตุผลมากกว่าการที่ผมจะมามั่วนิ่มคนเดียว ก็ต้องมีภาพหรือเอกสารประกอบซะหน่อย ถ้าผิดพลาดที่ตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะครับ งั้นมาเริ่มเลย 

  เริ่มแรกท้องถนนในบ้านเรา ในเลนที่มีรถสวนทาง ไม่ว่าคุณจะอยุ่ตรงไหน คุณต้องระวังรักษาไลน์การขี่ของคุณ และจะต้องมีสมาธิเสมอ การมองโค้งและการทรงตัว เพราะทุกอย่างมันจะต้องสำพันธ์กัน การเปิดคันเร่งเวลาเข้าโค้ง การจัดท่าทาง คงไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจโหนแบบGPหรอกครับ ( เคยขี่ตามนักบิดประเภทนี้ โห...ห้อยตูด หัวเข่านี่สีพื้นแคร๊กๆ ท่าสวยงามมาก ในความเร็วต่ำ.... ) ถ้าจะลองทำอย่างนั้นก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ให้ดูเป็นธรรมชาติจะดูเข้าท่ากว่า....
การจับคันเร่ง
การจับคันเร่งที่ถูกต้อง หลายๆคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง หากคุณจับคันเร่งผิดวิธี จะทำให้คุณเข้าโค้งได้ไม่ดีและไม่มั่นคงในโค้ง การจับคันเร่งให้จับแบบเฉียง อย่าให้ข้อมือทำมุมฉากกับรถคุณ ให้จับคันเร่งแบบถือไม้เทนนิส( คงพอมองออกมั๊ง...! ) ให้ออกแรงบิดคันเร่งโดยใช้ข้อมือ อย่าให้บิดจนแขนตามไปด้วยเพราะจะมีผลไปถึงการทรงตัวของรถ เช่นถ้าใช้ท่อนแขนบิด จะทำให้หัวไหล่และลำตัวขยับไปด้วย ทำให้เสียความสมดุลและน้ำหนักตอนเข้าโค้ง ( ย้ำ..!ใช้แค่ข้อมือเท่านั้น ) 


 การวางขาและเท้า 

การวางขาและเท้าจะว่าถึงการขับขี่ในถนนปรกตินะครับ ส่วนเรซซิ่งไม่ชำนาญขนาดนั้น ถนนปรกติให้วางไว้กึ่งกลางเท้า ปลายเท้าจะอยู่ที่ก้านเบรค-คันเกียร์ ถ้าในสนามตัวผมเองจะกระทิบถอยหลังมาหน่อย เทคนิคเบื้องต้นแรกนั้น ให้ลองใช้วิธีถ่ายน้ำหนัก ออกแรงเน้นไปที่เท้าข้างที่เข้าโค้ง( งงๆสิ) ตัวอย่างเช่นโค้งขวา ก็กดเท้าขวาให้หนัก โค้งซ้ายก็กดน้ำหนักเท้าซ้าย อันนี้เป็นวิธีอธิบายง่ายๆนะครับ เอาไปทดลองดูได้ แต่ถ้าในการขี่ให้ ดูราบรื่นและสมูทนั้น แค่กดแค่เท้าข้างใดข้างนึงมากกว่าอีกข้างคงไม่พอ การวางน้ำหนักเท้าที่อยู่ด้านนอกโค้งก็สำคัญนะครับ เพียงแต่ว่าคุณต้องจับจุดความสัมพันธ์นี้ให้ได้ อธิบายยากแฮะ..ลองเอาไปทดลองดูครับ


อธิบายประกอบ...เสริมต่อจากทั้ง2 หัวข้อ

จุดมุ่งหมายคือ ต้องปลอดภัย ไม่สไลด์หรือเสียหลัก
(แหง...อยู่แล้ว)แต่คราวนี้มันก็จะประกอบไปด้วย การใช้คันเร่ง การถ่ายน้ำหนักตัว การวางขา และสะโพก

1. ลดความเร็วลงก่อนที่คุณจะเข้าโค้ง (สำคัญมากๆ)

2. การอยู่ในไลน์ที่ถูกต้อง[/glow] อย่างแรกคือตอนเข้าโค้งคุณจะเจอแรงหนีศูนย์ นี่หละคุณเลยต้องถ่ายน้ำหนักไปด้านในโค้ง แต่การที่โหนออกไปนอกรถเพื่อชดเชยแรงเหวี่ยง อย่างแรกที่เห็นคือรถคุณเบาขึ้น แต่ผลที่จะตามมาแบบเห็นได้ชัดคือ ยางจะมีน้ำหนักไปกดทับน้อยลง ยางก็เกาะพื้นได้น้อยลงตามไปด้วย อันนี้บอกยากแต่ให้คุณลองใช้ความรู้สึกจับอาการของรถดู    ถ้าในสนามจะทำอย่างนี้ได้ดี   เพราะในโค้งเดียวกัน คุณสามารถทดลองเข้าและออกจากโค้งได้ในหลายๆความเร็ว หลายๆครั้ง หลายๆรอบ ได้ทดสอบและจับความรู้สึกอาการของรถจนคุณเข้าใจและจนกว่าจะพอใจ 



 3. ภาพประกอบ   จะยิ่งชัดเจนลอง
จินตนาการตามดูละกัน



  3.1 เริ่มการเบรค ถ่ายน้ำหนักที่ก้นออกมานอกตัวรถเพียงครึ่งเดียว
จากภาพ เป็นการจัดท่าก่อนการเข้าโค้ง เหมือนกับการวางน้ำหนักตัวอยู่บนต้นขาและรักษาสมดุลไว้

  - การใช้เบรคหน้าจะใช้เบรคหน้าเป็นหลัก ส่วนเบรคหลังจะใช้เพียงเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้เท่านั้น

3.2 ถ่ายน้ำหนักมาที่ด้านในของโค้ง

   จากภาพการใช้เบรคหน้าจะหยุดเพียงเท่านี้ ในขณะเดียวกันขณะที่คุณคลายแรงบีบของเบรคหน้า แรงที่รถพุ่งไปข้างหน้าจะเริ่มน้อยลง การเคลื่อนไหวของร่างกาย ท่อนบน แขน และขาจะเป็นลักษณะอย่างในภาพ
- ลักษณะการมอง ให้มองไปยังจุดที่ต้องการจะพารถไป ( มองไปสุดโค้ง ไม่ใช่มองแต่หน้ารถตัวเอง1-2เมตร )
- น้ำหนักตัวให้ทิ้งน้ำหนักมายังด้านใน ไม่เน้นแรงกดไปยังแฮนด์รถ
- ลักษณะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อแบนโค้ง

3.3 การใช้คันเร่ง ในโค้ง

จากที่กล่าวมาในข้อที่3.2 คือลักษณะของร่างกายท่อนบนจะโน้มไปด้านหน้าเพียงเล็กน้อย
ข้อควรระวังเป็นอย่างยิ่งคือ

  - ห้ามใช้เบรคหน้า

 - เบรคหลังใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาสมดุลเท่านั้น

- ลักษณะที่สัมพันธ์กันคือ การโน้มหรือถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหน้า ช่วงนี้การใช้คันเร่งให้คลอคันเร่งไปเรื่อยๆ( คลอคันเร่งหมายถึง ค่อยๆเปิดคันเร่ง ไม่กระทำทันทีทันใด ) อันนี้บอกยาก แต่ให้เข้าใจว่า คุณต้องรู้สึกว่า รถของคุณยังมีแรงที่เครื่องยนต์กระทำออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เความรู้สึก การจับจังหวะของคุณเองให้สัมพันธ์กัน..(งง..มั๊ยเนี้ย! อธิบายยากเหมือนกัน )

- ให้นึกไว้ก่อนว่าก่อนเข้าโค้งคุณยกคันเร่ง และเบรค เพื่อลดความเร็วรถ แต่มาเพิ่มคือเปิดคันเร่งช่วงกลางค่อนมาทางปลายโค้ง เพื่อส่งรถของคุณให้ออกจากโค้ง (เตือน..! ขณะที่คุณกำลังอยู่ในโค้ง การเดินคันเร่งรีดรอบออกแบบทันทีทันใด /กระแทกคันเร่ง /ไม่ควรทำอย่างยิ่ง )

3.4 ขาด้านนอก และเท้าด้านนอกโค้ง ใช้รักษาสมดุลของรถ

 
  3.5  จังหวะการเดินคันเร่งในโค้ง หรือที่ภาษา นักบิด เรียกว่า" การไต่โค้ง "

 - ใช้การมองแบบ มองผ่าน แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ละเลยในจุดใด เป็นการมองสังเกตุสภาพของถนน อุปสรรค สิ่งกีดขวาง และช่องทางที่รถจะพุ่งออกไป ทั้งหมดที่กล่าวนี้ คุณต้องประมวลผลเอาในช่วงไม่กี่วินาที หรือที่ ภาษา นักบิดเรียกกันอีกนั้นหละว่า "การอ่านโค้ง "

- ข้อกำหนด /บังคับเลย...

  - ห้ามเปิดคันเร่งเพื่อส่งรถ ก่อนที่คุณจะมองเห็นทางออก ถ้าไม่เห็นทางออกที่ปลายโค้ง คุณทำได้แค่คลอคันเร่งเท่านั้น การเปิดคันเร่งโดยไม่เห็นทางออก อาจส่งผลให้คุณเข้าผิดไลน์ได้ การเปิดคันเร่ง เพื่อเพิ่มความเร็วรถกระทำได้เมื่อเห็นช่องทางออกแล้ว อยู่ในจังหวะที่รถคืนการทรงตัว( รถเอนขึ้นตามแรงหนีศูนย์ที่กระทำกับตัวรถ ) ตัวคุณเองก็ต้องถ่ายน้ำหนักตัวขึ้น คืนในตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ยังเปิดคันเร่งแบบสม่ำเสมอทีละนิดๆ

3.6 การกระทำที่ส่งผล ตามจังหวะการเดินคันเร่ง


 - เดินคันเร่งมากไป ยิ่งจะทำให้รถคุณ ยิ่งบานโค้งออกทางด้านนอก ยิ่งเปิดคันเร่งมากเท่าไหร่ก็บานโค้งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เผลอๆ แหกโค้งไปเลย

 - เดินคันเร่งน้อยไป จะส่งผลให้รถคุณ พับเข้าส่วนในของโค้งมากเกินไป ตามหลักวิทยาศาสตร์...แฮะๆการเปิดคังเร่งที่สมดุลกัน
 ระบบกันสะเทือนหน้าและหลังจะยุบตัวลงจากแรงเหวี่ยงที่กระทำต่อรถ( ยางสำคัญมาก.... )
 
3.7 คืนตำแหน่งของคุณกลับที่เดิม ช่วงจังหวะการออกจากโค้ง

3.8 จังหวะการเดินคังเร่งเต็มที่ ช่วงออกจากโค้ง(สบายแล้ว....ผ่านมาแบบหมูๆ )

  เอาหละเป็นไงครับ พอจะเข้าใจมั๊ยเนี้ย! หรือว่า งง..ผมเองอ่านเอง เขียนเองยังงงเลย 55 เอาเป็นว่า ลักษณะการเข้าโค้งที่ปลอดภัยคือ  ต้องสัมพันธ์กันทั้ง ท่าทาง การวางเท้า การถ่ายน้ำหนักตัว และจังหวะการเบรคและเดินคันเร่งที่สมดุลย์กัน บางคนอาจจะว่า ปัดโธ่..แม่งเขียนง่าย แต่พอจริงๆทำไมมันยากจัง สำหรับมือใหม่ การถ่ายน้ำหนักตัว คงยาก เพราะกลัว พอลองทดลองทำดูมันยากเกินไป (หวาดเสียว )

   แต่ทั้งนี้ ยางหน้า-หลัง ระบบเบรคสำคัญมาก อย่าไปหัดทั้งที่ยางไม่ดีนะครับ เผลอๆอีตอนโหนในโค้ง มันมีแรงหนีศูนย์ที่กระทำกับคุณและรถ มันไปเพิ่มภาระให้กับโช๊คหน้าและหลัง อ้าว..มันก็ไปเพิ่มแรงกดที่ยางสิทีนี้

** ถ้ายางคุณไม่ดีก็จะเกิดอาการไม่เกาะโค้ง  พอไม่เกาะ  มันก็เกิดอาการสไลด์ **  ถ้าเข้าไม่แรงก็คงคงรู้สึกแบบสไลด์ แถ๋ๆ (ถืดๆๆ) แต่ยังเอาอยู่ แต่ถ้าคุณยังพยายามเข้าให้แรงและเร็วกว่านั้น ยางมันรับภาระไม่ไหว มันจะไถลหลุดถืดดดด...ไปเลย

แต่ถ้าแบบเบาะๆ อีตอนยางมันเริ่มมีอาการสไลด์หน่อยๆ ถ้าคุณกลัว ตามสัญชาติญาณ คุณคงยกคันเร่งแบบอัตโนมัติ คราวนี้แรงเหวี่ยงจะดันรถคุณให้เด้งขึ้นมา ผลคือรถวิ่งผิดไลน์ เรียกว่า"บานโค้ง" ก็มี2อย่างคือ เมื่อรถทำท่าจะแหกโค้งบานออกไป คุณก็ต้องรีบชลอความเร็วโดยด่วน เบรคสิ ถ้าเบรคแรงเกินไปหน้าอาจพับไปเลย หรือถ้าโชคดี อาจเอาอยู่ แต่หัวใจก็ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น บอกไว้เลยว่ายางสำคัญมากๆ อย่าละเลย นอกจากว่าคุณชอบให้อะดินาลีน หลั่งทุกโค้ง..!ตื่นเต้นดี

 *** แล้วอีกอย่าง ถ้าเทียบกันระหว่างยางหน้าและหลัง อันไหนสำคัญกว่ากันในโค้ง ผมว่า ยางหน้ามีผลมากกว่า ถ้าจำเป็นจริงๆต้องเดินทางไกล แต่ดันมีงบจำกัด ทำไงหละ?? ผมแนะนำว่า ถ้าต้องเลือกเปลี่ยนเส้นใดเส้นนึง เปลี่ยนยางหน้าให้ดีไว้ก่อนดีกว่า ยังไงซะถ้าเกิดอาการสไลด์จริงๆ ต่อให้ยางหลังเกิดอาการที่ผมว่า แต่เรายังแก้อาการที่ยางหน้าได้ (ยางหน้ายังเกาะถนนอยู่ ) เพราะถ้าเกิดอาการสไลด์ของยาง(ไม่เกาะถนน) ในยางหน้าแล้ว คุณแก้อาการของรถไม่ได้เลย....

   เอ้า..พอไหวมั๊ยเนี้ย ฉะนั้นมือใหม่หัดขี่ ต้องค่อยๆพยายามเรียนรุ้ครับ อย่าห้าว..หรือประมาทเด็ดขาด เพราะรถล้มมันเจ็บและเสียเงิน ค่อยๆหัดไปทีละนิดสร้างสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งไปเอง คราวนี้พอถ้าชำนาญแล้ว คุณจะเบื่อทางตรงมากๆ แต่พอขี่ไปมองเห็นทางข้างหน้าเป็นทางโค้ง คุณจะยิ้มในหมวกกันน็อค แล้วปรี่ ทิ่มเข้าหาโค้งเลย (ไชโย..เจอโค้งแล้วเฟ้ย!!!! )
 

   ขอขอบคุณหนังสือเก่าๆที่เก็บไว้นานแล้ว    " หนังสือมอเตอร์ไซเคิล  "

 เอามาปัดฝุ่นเรียบเรียงใหม่  ถ้ามีภาพประกอบ จะยิ่งชัดเจนลอง จินตนาการดูละกัน

ขอบคุณคร๊าบ.... 

เครดิต   " หนังสือมอเตอร์ไซเคิล  " pum118 

  เป็นสาระ ความรู้ ที่มาปัดฝุ่น แล้วใช้เป็น...แค่คู่มือ หรือ... คัมภีร์....ลองได้เลยครับ  ไม่เสียสตางค์

ถ้าพลาด...ในโค้ง...ก็...ตัวไคร.. ตัวมัน ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยเป็นอันดับแรกๆๆ.. ละกัน  อุปกรณ์ ป้องกันจัดหนักเลยยิ่งดี 

 Hmm  ถ้าโค้งที่มองไม่เห็นปลายโค้ง ก็ระวังกันนะครับ   ยิ่งมองไม่เห็นสภาพถนน  หรือรถที่สวนมา  ระวังกันให้มากครับ 
se

 se  ***   เข้าโค้งให้ช้า  ออกให้ไว   น่าจะปลอดภัยกว่านะครับ   นอกจากชำนาญเส้นทางและรู้สภาพถนนจะช่วยได้มาก

ถ้าไม่รู้เส้นทาง สภาพถนน  เข้าโค้งพอตื่นเต้นก็น่าจะ......  แล้วแต่เลือก....ในโค้ง...ยังไง  ก็...ตัวไคร.. ตัวมัน  อยู่แล้ว

   
ที่สำคัญสุดคือสภาพถนนบริเวณโค้ง    แนะนำ มีผลต่อการยึดเกาะ  ของยาง

ถ้าถนนมีฝุ่น เปียก ลื่น คราบน้ำมัน ยางดีแค่ไหนก็เอาไม่อยู่   รวมทั้งสภาพยางของรถเราด้วย

ถ้ายางเสื่อมสภาพ   ***   เน้นว่าเสื่อมสภาพ ..  คือยางตายที่ไม่มีความยืดหยุ่น  ยางเก่าเก็บ

ซึ่งไม่ใช่ยางหมดดอก  ยางหมดดอก  มีผลกับการวิ่งบนถนนที่มีน้ำขัง ฝนตก ดอกยางช่วยในการรีดน้ำ

ถ้ายางปกติถึงขั้นหมดดอก   ควรจะเปลี่ยน ดีกว่า   สำคัญมาก ยาง การเติมลมยาง มีผลต่อการเข้าโค้งอย่างมาก ***   ******



แชร์เป็นประสบการณ์กันครับ    เพื่อให้เพื่อนสมาชิก  ระมัดระวังกัน

       จังหวะการขี่ที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญ บางคนมีความเชื่อว่าขี่รถช้าจะปลอดภัย ในขณะที่บางคน
เชื่อว่าขี่รถเร็วจะปลอดภัย สิ่งที่จะบอกได้ว่าขี่ช้าหรือเร็วจะปลอดภัยกว่ากันคือ สภาพแวดล้อมในการขี่รถ
เช่น การจราจร สภาพถนน สภาพอากาศ สภาพรถที่เราขี่อยู่ เป็นต้น

การที่จะขี่รถได้ปลอดภัยเราควรคำนึงถึงสิ่งรอบตัวเป็นหลัก รู้จักใช้จังหวะในการขี่รถที่เหมาะสม,
ใช้ความเร็วที่เหมาะสม เช่น    ขี่ช้าในเมืองที่มีสภาพการจราจรที่ติดขัด   ขี่เร็วขึ้นเมื่อถนนโล่ง
แต่ไม่เร็วเกินความสามารถของเรา

ซึ่งในสถาพถนนปกติ   การที่เราใช้ความเร็วมากกว่าสภาพการจราจรโดยรอบเล็กน้อย
จะช่วยให้เราปลอดภัยกว่าการใช้ความเร็วเท่ากัน หรือ ช้ากว่า

นอกจากนี้เราสมควรที่จะมองหา “ทางออกฉุกเฉิน” เผื่อไว้ด้วยตลอดเวลา เช่น กรณีที่มีการเบรกกระทันหัน
นอกจากเราจะต้องกะระยะและน้ำหนักกดเบรกแล้วเรายังต้องเผื่อหาพื้นที่ในการหลบด้วย เพื่อกรณีที่เรา
กดเบรกตามแผนแล้วแต่ระยะทางไม่พอ จะได้ไม่ต้องใช้กันชนคันหน้าในการหยุดรถ

พยายามมองกระจกหลังบ่อยๆๆ  มีเหตุการณ์ข้างหน้าจะได้มีช่องทางหลบหลีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/07/14 @17:37:30 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
ท่าทางการขับขี่ (Riding Posture)ที่ถูกต้อง 

 
ก่อนที่จะออกรถหรือขับขี่กันจริงๆต้องพูดถึง “ท่าทางการขับขี่” ที่ถูกต้องกันก่อน เพราะมันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัยขึ้นในทุกๆสภาวะ โดยจะมีที่สังเกตอยู่ 7 จุดด้วยกันคือ
Geek สายตา จะต้องมองไปข้างหน้าและกวาดสายตาไปเป็นมุมกว้างที่สุด สังเกตความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่ามองเพียงจุดใดจุดหนึ่ง
Wink ไหล่  ไม่เกร็งเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดี ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ
Hug แขน  ปล่อยตามธรรมชาติไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ข้อศอกไม่กาง
Clap มือ จับตรงบริเวณกึ่งกลางปลอกแฮนด์ ข้อมืออยู่ในแนวเดียวกับแขน อย่าจับในลักษณหักข้อมือ
Big smile สะโพก  นั่งให้ได้ตำแหน่งพอดีกับการควบคุม ไม่เกร็ง ปล่อยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ
Thumbs Up เข่า หันไปทางด้านหน้ารถ ไม่กางออก หนีบถังน้ำมันให้กระชับเพื่อความมั่นคง
Embarrassed เท้า วางบนพักเท้าอย่างมั่นคงปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าและวางอยู่บนคันเกียร์และแป้นเบรค

สำหรับท่าทางการขับขี่แบบชูคอ มือตั้ง หลังตรง เข่ากาง เท้าชี้พื้น ไม่อยู่ในสาระบบของการขับขี่แบบนักเลงมอเตอร์ไซค์ ส่วนการออกรถมือใหม่
ที่ไม่เคยขี่รถคลัทช์มือมาก่อนมักจะ “ตั้งใจ” ในการใช้คลัทช์มากเกินไปจนทำให้เป็นปัญหา ไม่สนใจมัน ค่อยๆปล่อยออกไปในลักษณะเหมือน
ให้สปริงคลัทช์ดันออกไปเอง เพียงแต่ใช้นิ้วช่วย “หน่วงเวลา” ไม่ให้สปริงมัน “ดีด” ออกไป พร้อมๆกับการเร่งเครื่องในจังหวะและปริมาณที่เท่าๆกันออกไป
เทคนิคการใช้คลัทช์ออกตัวนั้นจะง่ายมากถ้าทำเป็น ยิ่งรถสมัยใหม่และออกแบบมาในคอนเช็พท์ให้ขี่ง่ายอย่าง NSR การปล่อยคลัทช์ออกตัว
เป็นเรื่องง่าย อาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยกับจังหวะเปิดของ RC วาล์วซึ่งจะทำให้เครื่องชะงักเหมือนจะดับไปเล็กน้อย (แต่จริงๆแล้วมันไม่ดับหรอก)
สำคัญอยู่แต่เพียงเราต้องเตรียมพร้อมจะไปกับรถด้วยท่าการขับขี่ที่ถูกต้องในทันทีเท่านั้น ไม่ใช่ออกตัวด้วยความตกใจหรือให้รถพาไปตามบุญตามกรรม
เมื่อวิ่งได้ก็ต้องหยุดได้ “การใช้เบรก” เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเบรกมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างไรให้มันปลอดภัยและถูกวิธี
จะว่าไปในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น เราจะใช้เบรกเมื่อต้องการลดความเร็วหรือหยุดรถ อาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราเบรกก็เพราะว่ามีสิ่งที่เป็น “อันตราย”
หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า การเบรกของผู้ขับขี่บางคนกับสร้าง “อันตราย” ขึ้นมาเสียเอง
ทั้งนี้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความชำนาญในการใช้เบรกอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่แรก บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า “อย่าใช้เบรกหน้า”
เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง




สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ

1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้น
ที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า
2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้
ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย
3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก
และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก


แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุดอย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก” ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อร เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุดเป็นกาใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบตามตำรา

สรุปขั้นตอนการใช้เบรกมีดังนี้

1.เมื่อถึงจุดเบรคก็ให้ยกคันเร่งแล้วเริ่มเบรคโดยใช้เบรคหน้ามากกว่าเบรคหลังในอัตราส่วน 70/30 (ห้ามบีบคลัทช์ปล่อยไหล ยกคันเร่งเมื่อไหร่ก็เบรกเมื่อนั้น)
2. บีบคลัทช์ ลดเกียร์ ปล่อยคลัทช์ (ลดทีละเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว)
3. เมื่อรถใกล้หยุดจึงค่อยบีบคลัทช์เพื่อกันเครื่องดับแล้วเอาเท้าซ้ายลงยันพื้น

อุปสรรคสำคัญของเบรคอย่างถูกต้องที่พบบ่อยที่สุดคือเบรคหลังมากจนล้อล็อคลื่นไถล สาเหตุมักจะมาจากใช้เบรกหลังมากเกินไปหรือใช้เบรกไม่นิ่มนวลพอ (ประเภทเท้าหนัก)
คือเป็นไปในลักษณะ “กระทืบ” หรือ “กด” ไม่ใช่ “แตะ” นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าบีบคลัทช์เร็วเกินไปจนล้อหลังไม่มีแรงเฉื่อยก็จะทำให้ล้อล็อคได้ง่าย เหมือนกับเวลาเรา
ขึ้นขาตั้งคู่หมุนล้อแล้วเบรก ล้อก็จะหยุดทันที กับถ้าเราเข็นรถกับพื้นแล้วเบรกด้วยน้ำหนักพอๆกัน ล้อจะหยุดยากกว่า วิธีการแก้ไขก็คือ “บรรจง” ในการใช้เบรกมากขึ้นคือ ค่อยๆ
เพิ่มน้ำหนักในการเบรก (ทั้งหน้า/หลัง) โดยพยายามจับอาการที่ล้อว่าความเร็วขนาดนี้ เราใช้น้ำหนักเบรกแค่นี้ มันจะมากไปหรือน้อยไป
[/color]


สิ่งสำคัญของการควบคุมรถที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เทคนิคการใช้คันเร่งซึ่งสามารถใช้ให้เราบังคับรถได้ง่ายขึ้นหลายคนคิดว่าบทบาทของคันเร่งมีเพียงใช้สำหรับเร่งเครื่องให้รถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วหรือลดความเร็วเท่านั้น แต่ผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีชั่วโมงบินสูงหน่อย คงจะพอสังเกตได้ว่า การใช้คันเร่งนั้นช่วยใช้ในการบังคับควบคุมรถง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเรื่องค่อนข้างยากพอสมควรที่จะอธิบายถึงการใช้คันเร่งให้ถูกวิธี นอกเสียจากว่าจะลองลงมือฝึกฝนด้วยความสังเกตสังกาและเรียนรู้ด้วยตัวเองเราสามารถบอกถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้คันเร่งได้ แต่เราบอกไม่ได้ว่าเราควรจะใช้คันเร่งอย่างไรสำหรับช่วยควบคุมรถให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เพราะมันมีตัวแปรหลายอย่างเข้ามาร่วม เป็นต้นว่า ความเร็วของรถ สภาพทางวิ่ง ทิศทางของรถ หรือแม้กระทั่งน้ำหนักและกำลังของรถก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ประสบการณ์จากการฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองจะเป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ได้

ทำไมคันเร่งจึงช่วยในการควบคุมรถได้?  เป็นคำถามที่ผมเดาเอาว่าน่าจะอยู่ในใจของหลายๆคน ทั้งๆที่รู้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าเมื่อพูดถึง “การบังคับควบคุม” แล้วเรามักจะมองไปถึงระบบบังคับเลี้ยวหรือแฮนเดิ้ลบาร์ซะเป็นส่วนใหญ่   ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการบังคับควมคุมนั้น
หมายรวมถึงหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่และหยุดรถ  ทั้งแฮนด์ คันเร่ง เบรก คลัทช์ ไปจนถึงเกียร์ ทั้งหมดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับควบคุมทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น
ขณะที่เราพารถเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับหนึ่งจู่ๆ “เกียร์หลุด” ตกมาอยู่เกียร์ว่างซะเฉยๆ ร้อยทั้งร้อยถ้าเป็นจังหวะที่จะต้องเปิดคันเร่งแล้วต้องมีการเสียจังหวะแน่นอน เพราะเกิดความไม่สัมพันธ์กันระหว่างความเร็ว คันเร่งและเกียร์
เราจะยกตัวอย่างอีกหนึ่งเหตุการณ์ซึ่งพบบ่อยที่สุดก็คือการ บีบคลัทช์เข้าโค้ง ในจังหวะที่ยกคันเร่งเพื่อเข้าโค้งนั้น มักจะตามมาด้วยการบีบคลัทช์แล้วปล่อยไหลเข้าโค้ง จะปล่อยคลัทช์อีกทีก็ตอนที่ต้องการจะเร่งออกจากโค้งซึ่งในจังหวะนี้จะมีอาการ “กระตุก” หรือ “สะดุ้ง” เนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่างรอบหมุนของเครื่องกับรอบหมุน ของล้อหลัง อาการกระตุกหรือสะดุ้งนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต่างกันของรอบเครื่องและรอบล้อ ยิ่งรอบต่างกันมากอาการก็ยิ่งมาก อย่างเช่นโค้งเดียวกันความเร็วเท่ากัน เข้าด้วยวิธีบีบคลัทช์ปล่อยไหลเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งเข้าด้วยเกียร์ 2 กับอีกครั้งเข้าด้วยเกียร์ 3 ครั้งที่เข้าด้วยเกียร์ 2 จะมีอาการมากกว่า เนื่องจากรอบเครื่องหมุนเร็วกว่า ความเร็วรอบของล้อมากกว่าเกียร์ 3

พูดถึงการเข้าโค้งซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆของการขับขี่ที่เชื่อได้เลยว่า ผู้ขับขี่ทุกคนจะต้องพบเจอเสมอในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้าจะให้ลำดับเหตุการณ์กันให้ดีๆอย่างช้าๆ จะพบว่า
การเข้าโค้งแต่ละครั้งมีลำดับขั้นตอนที่ค่อนข้างมากแต่กลับใช้เวลาในการปฏิบัติเพียงน้อยนิด บางครั้งใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น (เช่นเดียวกับอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้
ในชั่วเวลาพริบตาเดียวเช่นกัน) ในรถยนต์การเข้าโค้งแต่ละครั้งผู้ขับขี่จะต้องเจอกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้ตัวผู้ขับขี่ถูกเหวี่ยงออกด้านนอกโค้ง เป็นต้นว่าในขณะที่
เราเข้าโค้งด้านซ้ายนั้น ตัวผู้ขับขี่จะถูกเหวี่ยงออกไปทางด้านขวา ยิ่งการเข้าโค้งมีความเร็วหรือความรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดแรงเหวี่ยงที่จะทำให้เหวี่ยงออกแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากรถยนต์ไม่สามารถเอียงรถเพื่อช่วงถ่วงแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ และการที่สามารถถ่วงแรงหนีศูนย์กลางได้ของรถมอเตอร์ไซค์นี่เองที่
ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน



นี่คือท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 
**  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด

สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ


1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้น
ที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า
2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้
ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย
3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก
และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก


แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง
ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุดอย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก” ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อร เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุดเป็นกาใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบตามตำรา

สรุปขั้นตอนการใช้เบรกมีดังนี้


1.เมื่อถึงจุดเบรคก็ให้ยกคันเร่งแล้วเริ่มเบรคโดยใช้เบรคหน้ามากกว่าเบรคหลังในอัตราส่วน 70/30 (ห้ามบีบคลัทช์ปล่อยไหล ยกคันเร่งเมื่อไหร่ก็เบรกเมื่อนั้น)
2. บีบคลัทช์ ลดเกียร์ ปล่อยคลัทช์ (ลดทีละเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว)
3. เมื่อรถใกล้หยุดจึงค่อยบีบคลัทช์เพื่อกันเครื่องดับแล้วเอาเท้าซ้ายลงยันพื้น


 สิ่งสำคัญของการควบคุมรถที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เทคนิคการใช้คันเร่งซึ่งสามารถใช้ให้เราบังคับรถได้ง่ายขึ้น


 *** การเลือกใช้   Engine Brake  (E.B.) ***  ช่วยให้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว

สำคัญมาก เพราะเครื่องหน่วง ช่วยชลอรถ *  ทำให้เราควบคุมรถและทรงตัว  Balance รถ  ได้ง่าย   กว่าการเบรคอย่างเดียว




 :125: ***  อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก 
การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่   . . . ฟันธง !!!!   :9:

****  หากใช้ร่วมกับระบบเบรค    ระยะเบรคจะสั้นกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว  คุณจะได้การเบรคที่มีประสิทธิภาพ ** สมบูรณ์แบบ **  หยุดได้ดังใจ  สามารถควบคุมรถได้ง่าย   ******


****   Engine Brake  ไม่ใช่ระบบเบรค  แต่คือแรงหน่วงของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราปิดคันเร่งจนสุด เครื่องยนต์จะเกิดอาการตื้อและหน่วงให้รถวิ่งช้าลง นั่นแหละครับคือ เอนจิ้นเบรค 

****   โดยที่ไม่ต้องใช้เบรค  แต่ใช้ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ผ่านระบบเกียร์ที่ถูกปรับให้ต่ำลง และส่งผ่านไปยังล้อ ทำให้ล้อหมุนช้าลง  หากเอนจิ้นเบรคทำงาน  รอบของเครื่องจะขึ้นสูง ได้ยินเสียงชัดเจน เรียกว่าสนั่นเลย    โดยปกติแล้ว E..B.. ในเกียร์ต่ำจะมีแรงหน่วงมากกว่าเกียร์สูง ถ้าเรียงตามลำดับจะได้ 1 > 2 > 3 > 4 > 5 > 6 และยิ่งเครื่องยนต์มีกำลังแรงม้ามากเท่าไร E . . B . . ก็จะมากตามไปด้วย  ถ้ารถขนาดใหญ่    ขนาด 1,000 ซีซี  แรงม้าเยอะๆๆ  ปิดคันเร่งทีแทบจะหัวทิ่มกันเลยทีเดียว สังเกตได้เมื่อเทียบกับ รถ เล็กๆ ทั่วไปที่มีแรงม้า น้อย จะไม่รู้สึกถึงแรงหน่วงอะไรมากมาย  การปิดคันเร่งคือการคืนคันเร่งกลับจากการที่เราบิดคันเร่งความเร็ว    เป็นการช่วยให้เกิดแรงหน่วงของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราปิดคันเร่งจนสุด

แล้ว Engine Brake มีประโยชน์อย่างไร?
Engine Break   หากใช้ร่วมกับระบบเบรค  ระยะเบรคจะสั้นกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว  เพราะบางทีเหยียบเบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ  ต้องใช้เกียร์ช่วย    เวลาเข้าโค้งก็เช่นกัน Engine Break จะช่วยให้เข้าโค้งอย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องแตะเบรค และการที่เราอยู่เกียร์ต่ำ รถจะมีแรงบิดลงล้อที่สูง หากมีอะไรฉุกเฉิน สามารถหักพวงมาลัยและเหยียบคันเร่งเพื่อหลบได้ดั่งใจ   การทรงตัวของรถก็จะดีกว่าการใช้เกียร์สูง แล้วเบรคเอา    เพราะรู้สึกถึงความหน่วงได้ชัดเจน พอหน่วงแล้วก็เหยียบเบรคช่วย   คราวนี้การควบคุมรถได้ดังใจ    คือรู้แน่ๆ ว่าสามารถหยุดรถได้ในระยะทางที่จากรถคันข้างหน้า

 :-\ ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง E . .  B . .  มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด"  จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ 

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก  E . . B . .  มาหน่วงให้รถไหลช้าลง   ที่สำคัญ " ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด "   เพราะเป็นการตัด   E . . B . . โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที    
ซึ่งจะทำทำ 3 อย่างนี้อย่างดีพอ ต้องฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด  ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เพื่อไปต่อ 



Example การใช้  Engine Brake
 






****  เป็นพื้นฐานที่จำเป็นมาก สำหรับ  BigBike  การใช้  E . .  B . .  ให้ถูกต้องและเหมาะสม


 :10: เบรกที่ดี ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

ข้อระวัง    การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน

เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์  ฟันเฟือง  เพลาเอย ข้อเหวี่ยง โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้

เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์ กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อ

ก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการ  คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป 

ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ

 
**  ซึ่งถ้าไม่คุ้นเคยมัวไปปลี่ยนเกียร์  ลดเกียร์ **  เสียสมาธิ  ใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ปิดคันเร่งจนสุด  จะทำให้ประสิทธิภาพ การเบรคโดยรวมด้อยลง  ควรฝึกซ้อม ให้ชำนาญ  **



***   E.B.  คือการ ปิดคันเร่ง กำครัช ตบเกียร์ลง ปล่อยครัช เมื่อไหร่ที่เครื่องหน่วง นั่นละครับ เอนจิ้นเบรค ทำงานแล้วครับ  มาหน่วงให้รถช้าลง

ในแต่ละเกียร์  เครื่องมันจะมีเสียงตื้อนิดๆๆวิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว  ก่อนเตรียมตัวเพื่อเบรค   อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี

ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก ****



*** ต้องคอยสังเกตอาการของรถและเครื่อง หน่วงมากไปก็ไม่ดี  หน่วงน้อยไปก็ไม่เห็นผล ช่วงรอยต่อ เปลี่ยนเกียร์ สำคัญมาก

นุ่มนวล ไม่กระชาก ฝึกเลี้ยงคลัทซ์  คลอคันเร่ง   ต้องฝึกฝนจนชำนาญ   ถ้าไปเจอเหตุการณ์ที่คิดว่าเบรคเอาไม่อยู่  ได้ใช้แน่ครับ ****

** ใช้ E .. B... *** มาใช้ จะดี มีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว ***  ทำให้เราควบคุมรถได้ง่าย และเปิดคันเร่งต่อได้

สะดวกต่อการควบคุมรถ การทรงตัวของรถก็จะดีกว่า ในการเข้าโค้ง สามารถเดินคันเร่งต่อได้ดีกว่า ในการเข้าโค้ง

****  หากใช้ร่วมกับระบบเบรค  ระยะเบรคจะสั้นกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว ก่อนเตรียมตัวเข้าโค้งได้ทัน *** เข้าให้ช้าออกให้ไว ***  สำคัญมาก เพราะเครื่องหน่วงในรอบที่พอดี ทำให้เราควบคุมรถได้ง่าย    กว่าการเบรคอย่างเดียว เพราะกำลังเครื่องที่พอดี เหมาะสมกับความเร็วและรอบเครื่อง  ถ้าจะเล่นโค้ง Engine Brake  สำคัญมาก ก่อนเข้าโค้งและ สามารถเปิดคันเร่งต่อได้พอดี กับจังหวะรอบเครื่อง 

จากการลดเกียร์ลงขณะวิ่ง เอ็นจิ้น เบรค นี่คือ ปิดคันเร่ง กำครัช ตบเกียร์ลง ปล่อยครัช   นั่นละเอนจิ้นเบรคทำงานแล้ว ครับ มากน้อยอยู่ที่ความเร็วรอบและเกียร์ เพื่อชลอรถ ซึ่งถ้าเปลี่ยนเกียร์แล้วไม่คืนคันเร่ง เครื่องจะหน่วงน้อยมาก   ถ้าแค่ปิดคันเร่งอย่างเดียวรถจะหน่วงแต่ยังไม่พอทันที หากเปลี่ยนมาเกียร์ต่ำลงมาแล้ว 1 จังหวะ แล้วเครื่องยังไม่ตอบสนอง  แสดงอาการหน่วงลดความเร็วให้เห็น  ก็ต้องลดเกียร์ลง ทีละ Step ขณะวิ่ง  โดยใช้ E... B... มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแต่ละเกียร์  ไปเรื่อยๆ   คู่กับการใช้เบรคหน้าและหลัง    แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง

   ****   สำคัญเลยคือเวลาใช้อย่าข้ามสเตป  ****  ถ้าเป็นไปได้   ถ้าเชนจ์เกียร์จากสูงลงต่ำมาก จนเครื่องกระชากให้รีบบีบคลัทซ์  แล้วเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น ในรอบที่เหมาะสม จากที่ปรับเกียร์ลงผิดจังหวะ ลองเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทซ์เพื่อหารอบที่เหมาะสม  อย่างขี่ 6 ตบ 5 โอเค แต่ถ้า 6 ตบ 4,3 อย่างนี้ชุดครัชมันจะทำงานหนักมากครับ หัวอาจทิ่มได้  ในช่วงกำคลัทซ์ต้องเบิ้ลช่วยให้รอบสูงนิดนึงครับ เเล้วปล่อยคลัทซ์รถจะไม่ดึงครับ 

ต้องลองฝึกบ่อยๆๆๆ จนชำนาญ  ******

***  สามารถเปิดคันเร่งต่อได้ สะดวกต่อการควบคุมรถ การทรงตัวของรถก็จะดีกว่า
สามารถเดินคันเร่งต่อ...  เพื่อ หลบหลีก ได้ดีกว่า  การใช้เบรคอย่างเดียว ***  คนที่จะใช้เอนจิ้นเบรคต้องพยายาม เรียนรู้รอบเครื่อง เสียงเครื่อง  การเลี้ยงครัชท์  อาการของรถ  จังหวะการเบรค  แรงหน่วง Engine Brakeที่เกิดให้สัมพันธ์กับเกียร์  และความเร็วรถแต่ละเกียร์    ลองเปลี่ยนเกียร์และใช้ Engine Brake  รอยต่อระหว่างเกียร์ ให้เหมาะสมและนุ่มนวล    ไม่กระชาก   จะได้ใช้แรงหน่วงเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ กระทบกับชุดเกียร์และระบบส่งกำลังไม่มาก   ให้รถไหลช้าลง ในแต่ละเกียร์  ไปเรื่อยๆ  ในแต่ละ Step เกียร์ ที่เราสารถควบคุมรถได้ง่าย  ***
 
 
****   สำคัญเลยคือเวลาใช้อย่าข้ามสเตป  ****

  ถ้าเป็นไปได้   ถ้าเชนจ์เกียร์จากสูงลงต่ำมาก จนเครื่องกระชากให้รีบบีบคลัทซ์  แล้วเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น ในรอบที่เหมาะสม จากที่ปรับเกียร์ลงผิดจังหวะ ลองเปลี่ยนเกียร์และเลี้ยงคลัทซ์เพื่อหารอบที่เหมาะสม   รอยต่อระหว่างเกียร์ ไม่กระตุก  อย่างขี่ 6 ตบ 5 โอเค แต่ถ้า 6 ตบ 4,3 อย่างนี้ชุดครัชมันจะทำงานหนักมากครับ หัวอาจทิ่มได้  ในช่วงกำคลัทซ์ต้องเบิ้ลช่วยให้รอบสูงนิดนึงครับ เเล้วปล่อยคลัทซ์รถจะไม่ดึงครับ


**** กรณีข้าม  Step แต่ต้องเหมาะสมกับเกียร์ เช่น    วิ่งมาร้อยเกียร์ 5  แต่เบรคจนเหลือ  30  เข้าเกียร์ 2  ก่อนเลย    เข้าเกียร์รอให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องและความเร็ว  คืนคันเร่ง แล้วไล่ลงทีละ เกียร์   อยู่ที่ความชำนาญในการใช้คันเร่งและการเลี้ยงคลัทซ์  *****

 เข้าเกียร์รอให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องและความเร็ว  คืนคันเร่ง อยู่ที่ความชำนาญการใช้คันเร่งและการเลี้ยงคลัทซ์  ช่วยลดการสึกหรอ สัมพันธ์กับรอบเครื่อง

       
****     ต้องลองฝึกบ่อยๆๆๆ จนชำนาญ  ******


การใช้เบรค
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20295.0

การใช้คันเร่ง
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20299.0

ท่านั่ง
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20301.0

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/01/14 @17:58:07 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด Engine Brake  ช่วยได้

****  Engine Brake  ไม่ใช่ระบบเบรค ****  แต่คือแรงหน่วงของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราปิดคันเร่งจนสุด เครื่องยนต์จะเกิดอาการตื้อและหน่วงให้รถวิ่งช้าลง นั่นแหละครับคือ เอนจิ้นเบรค *******   โดยที่ไม่ต้องใช้เบรค  แต่ใช้ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ผ่านระบบเกียร์ที่ถูกปรับให้ต่ำลง และส่งผ่านไปยังล้อ ทำให้ล้อหมุนช้าลง  หากเอนจิ้นเบรคทำงาน  รอบของเครื่องจะขึ้นสูง ได้ยินเสียงชัดเจน เรียกว่าสนั่นเลย   

โดยปกติแล้ว E . .   B . . ในเกียร์ต่ำจะมีแรงหน่วงมากกว่าเกียร์สูง ถ้าเรียงตามลำดับจะได้ 1 > 2 > 3 > 4 > 5 > 6 และยิ่งเครื่องยนต์มีกำลังแรงม้ามากเท่าไร E . . B . . ก็จะมากตามไปด้วย  ถ้ารถขนาดใหญ่    ขนาด 1,000 ซีซี  แรงม้าเยอะๆๆ  ปิดคันเร่งทีแทบจะหัวทิ่มกันเลยทีเดียว สังเกตได้เมื่อเทียบกับ รถ เล็กๆ ทั่วไปที่มีแรงม้า น้อย จะไม่รู้สึกถึงแรงหน่วงอะไรมากมาย  การปิดคันเร่งคือการคืนคันเร่งกลับจากการที่เราบิดคันเร่งความเร็ว    เป็นการช่วยให้เกิดแรงหน่วงของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราปิดคันเร่งจนสุด
 :10:  แล้ว E . .  B . .  มีประโยชน์อย่างไร?

E . . B . .   หากใช้ร่วมกับระบบเบรค  ระยะเบรคจะสั้นกว่าการใช้เบรคอย่างเดียว วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว  เพราะบางทีเหยียบเบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ  ต้องใช้เกียร์ช่วย    เวลาเข้าโค้งก็เช่นกัน Engine Break จะช่วยให้เข้าโค้งอย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องแตะเบรค และการที่เราอยู่เกียร์ต่ำ รถจะมีแรงบิดลงล้อที่สูง หากมีอะไรฉุกเฉิน สามารถหักพวงมาลัยและเหยียบคันเร่งเพื่อหลบได้ดั่งใจ   การทรงตัวของรถก็จะดีกว่าการใช้เกียร์สูง แล้วเบรคเอา    เพราะรู้สึกถึงความหน่วงได้ชัดเจน พอหน่วงแล้วก็เหยียบเบรคช่วย   คราวนี้การควบคุมรถได้ดังใจ    คือรู้แน่ๆ ว่าสามารถหยุดรถได้ในระยะทางที่จากรถคันข้างหน้า

 ///  Engine Brake   ////  ที่นิยมใช้คือ  ในทางราบ และในทางลาดชัน ทางขึ้นเขา ลงเขา 
 
 -   ในทางราบ คือถอนปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแตละเกียร์  แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง การลดเกียร์ลงต่ำ และเรียก Engine Brake  แต่ละเกียร์  เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถ และการทรงตัว  ได้ง่าย   

 :-   ในทางลาดชัน ทางขึ้นเขา ลงเขา [/b]  มันทำให้ระบบเบรคปรกติของรถ"ไม่ร้อน"เกินไป ทำให้ระบบเบรคยังคงสมบูรณ์พอที่จะใช้เบรคได้ดีในการเบรคครั้งต่อๆไปครับ  ส่วนใหญ่จะเป็น ** ตอนลงเขา ** ใช้ในสถานการณ์  ตอนที่รถพุ่ง ลงจากเขา หรือเนินลาดชันยังไงล่ะครับ  หรือเส้นทางลงเขาตามภาคเหนือที่เป็นทางโค้งยาวหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร ถ้าใช้เกียร์สูงรถก็จะไหลเร็วเกินไป   ทำให้รถพุ่งทะยานไปเร็วขึ้นๆๆ     พอถึงโค้งเราต้องบเบรค  แต่เมื่อเจอหลายโค้ง  ก็เบรคหลายครั้ง     จะทำให้ผ้าเบรคซึ่งเสียดสีกับจานเบรคบ่อยครั้ง  (ที่เรียกว่า เลียจานเบรค)  จนจานเบรกระบายความร้อนไม่ทัน  ทำให้ร้อน และไหม้   จะได้กลิ่นเหม็นไหม้ลอยเข้ามาแตะจมูก   เมื่อระบบเบรคร้อน (ซึ่งได้แก่ ปั้มเบรค น้ำมันเบรค ลูกสูบเบรค จานเบรค ผ้าเบรคฯ) จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการหยุดรถด้วยเบรค จะลดลงอย่างมาก (ขึ้นกับว่าเลียจานเบรคมากน้อยแค่ไหน)   ทำให้เวลาที่เราต้องการใช้เบรคจริงๆ  เช่น มีสัตว์วิ่งตัดหน้า  หรือมีการหักหลบ หยุดสิ่งกีดขวาง ขอบเหวเบื้องหน้า  เบรคจะไม่สามารถหยุดแบบสั่งได้เหมือนเดิม  (มันจะไหลไปเรื่อยๆ ทีนี้ก็ตัวใครตัวมัน พอใช้เบรคเยอะเกินไปก็จะเกิดความร้อนสูงสะสมในผ้าเบรคและจานเบรคจนเสียสภาพการยึดเกาะ หรือที่เรียกว่า "เบรคแตก" เบรคไหม้ เบรคหาย เบรคไม่อยู่  )
   
ดังนั้นความหมายอีกประการของการใช้เอนจิ้นเบรค คือ การสงวนระบบเบรคให้มันคงประสิทธิภาพเต็มร้อยอยู่เสมอ(ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วย) เพื่อไว้ใช้มันในโอกาสที่เราต้องการใช้เบรคจริงๆ

 ***  การใช้เอนจิ้นเบรค  จะนิยมใช้ตอนลงจากที่สูงชัน  คุณคงเคยเห็นป้ายจราจรสีเหลืองติดอยู่ตามริมถนนบนภูเขา  ที่มีรูปรถผงกหัวขึ้นเขา และเขียนว่า “โปรดใช้เกียร์ต่ำ” น่านแหละใช่เลยเข้าพื้นที่ Killing Zone แล้ว   
หลักการควรจำเอาไว้ใช้ตลอดคือ ขับรถโดยการควบคุมรถของคนขับ หมายถึงการใช้เกียร์ ความเร็วรถ และความเร็วรอบเครื่องให้สัมพันธ์กัน ไม่ปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ได้ควบคุมรถ

///  Engine Brake   ////   แรงหน่วงที่เกิด.... มาจากการดึงรอบเครื่องลง  จากการลดเกียร์ลงขณะวิ่ง นั่นละเอนจิ้นเบรคทำงานแล้ว ครับ มากน้อยอยู่ที่ความเร็วรอบและเกียร์ เพื่อชลอรถ ซึ่งถ้าเปลี่ยนเกียร์แล้วไม่คืนคันเร่ง เครื่องจะหน่วงน้อยมาก   ถ้าแค่ปิดคันเร่งอย่างเดียวรถจะหน่วงแต่ยังไม่พอทันที หากเปลี่ยนมาเกียร์ต่ำลงมาแล้ว 1 จังหวะ แล้วเครื่องยังไม่ตอบสนอง  แสดงอาการหน่วงลดความเร็วให้เห็น  ก็ต้องลดเกียร์ลงขณะวิ่ง  โดยใช้ Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ในแต่ละเกียร์  ไปเรื่อยๆ   คู่กับการใช้เบรคหน้าและหลัง    แต่ต้องสัมพันธ์กับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง   เช่น กรณี เมื่อเจอไฟแดงไกลๆ ผมจะไม่เข้าเกียร์ว่าง แต่จะถอนปิดคันเร่ง แล้วลดเกียร์ลง ถอนคันเร่ง  ทีละเกียร์จนได้ความเร็วตามที่เราต้องการ และสามารถบิดคันเร่งรถเพื่ิอไปต่อหรือหลบหลีกได้ตามความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่อง  การลดเกียร์ลงต่ำลง เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้ อย่างนุ่มนวล   แต่ยังไม่ต้องการหยุดทันที หลักการ คือ ขับรถโดยการควบคุมรถของการบิดและคลอคันเร่งเพื่อไม่ให้เครื่องกระชากหรือฉุดดึงจนรถเสียการควบคุม ขับ หมายถึงการใช้เกียร์ ความเร็วรถ และความเร็วรอบเครื่องให้สัมพันธ์กัน ไม่ปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ได้ควบคุมรถ
 
การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีโดยไม่เลี้ยงรอบในแต่ละเกียร์ จะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟือง   โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง   เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ  นั่นละครับที่น่ากลัวสุด ลดเกียร์ โดยไม่สัมพันธ์กับรอบเครื่อง  แทนที่จะหน่วงจะกลายเป็นสบัด ไป

"  ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก  Engine Brake   มาหน่วงให้รถไหลช้าลง  ใช้เกียร์ต่ำลงทีละ Step เพื่อช่วยเบรค ให้เครื่องหน่วง หน่วงมาก หน่วงน้อย อยู่ที่การใช้เกียร์ ไล่ Step  คันเร่ง คลัทซ์  วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว

 เพราะบางที เบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ ต้องใช้เกียร์ช่วย "

" การใช้เอนจิ้นเบรค ปลอดภัยกว่าการใส่เกียร์ว่าง หรือเปลี่ยนเกียร์ลงแต่กำคลัชท์แล้วปล่อยให้รถไหล ครับ  "
 ***   ในสภาพเครื่องยนต์ได้รับการบำรุงรักษาปกติ  การใช้เอนจิ้นเบรค  ไม่ได้ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์และเกียร์มากมายอย่างที่คิด 
 มันเหมือนเป็นช่วงที่เค้นสมรรถนะของมันให้ออกมาเต็มที่นั่นเอง   แต่ความสึกหรอ โซ่ สเตอร์
 ***   ส่วนการสึกหรอ  ส่งผล มากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ Engine break   
 สาเหตุที่เสียหายน่าจะมาจาก การกระแทกเกียร์ลงจากเกียร์สูง ลงเกียร์ต่ำมาก   เช่น   6 โดดลงมา 3 หรือ  2  1
เปลี่ยนเกียร์  ไม่เหมาะสมกับความเร็วและรอบ  ไม่ไล่เกียร์ลง  ทีละ  1 Step  นั่นแหละ
 ที่จะทำให้มันสึกหรอเร็วกว่าปกติ   เกิดการกระชาก  อย่างรุนแรง ถึงเสียหายต่อชุดเกียร์และระบบส่งกำลังได้
***  แต่เหล่านี้ แลกมาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ก็น่าจะเหมาะสมนะครับ    ***
***  พยายามมองกระจกหลังบ่อยๆๆ  มีเหตุการณ์ข้างหน้าจะได้มีช่องทางหลบหลีก  ***


[/color][/b]

 **** ส่วนกรณีเบรคฉุกเฉินนั้น  เบรคลูกเดียวครับ เอนจิ้นเบรค อาจไม่ทันได้คิดถึงอินจิ้นเบรค  มีช่วงระยะเวลาและระยะห่างของรถ  ไม่พอที่จะใช้ E.B.  เอนจิ้นเบรค    [/color]


****  เมื่อไหร่ที่เครื่องหน่วง นั่นละครับ เอนจิ้นเบรค  E.B. ทำงานแล้วครับ  มาหน่วงให้รถช้าลง ในแต่ละเกียร์  ต้องคอยสังเกตอาการของรถและเครื่อง หน่วงมากไปก็ไม่ดี  หน่วงน้อยไปก็ไม่เห็นผล ช่วงรอยต่อ เปลี่ยนเกียร์ สำคัญมาก นุ่มนวล ไม่กระชาก ฝึกเลี้ยงคลัทซ์  คลอคันเร่ง   ต้องฝึกฝนจนชำนาญ   ถ้าไปเจอเหตุการณ์ที่คิดว่าเบรคเอาไม่อยู่  การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่   . . . ฟันธง !!!!
 
 **** ถ้าคุณสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จะช่วยในเรื่องความปลอดภัย อย่างมาก ในเรื่องการชลอรถ    การเบรค   การหยุดรถ  ควบคุมรถในในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด    รวมทั้งการเตรียมตัว แต่งความเร็วที่เหมาะสมให้เสร็จก่อนที่เข้าโค้ง   " เข้าให้ช้า  ออกให้ไว " ถ้าใช้เบรคอย่างเดียว  มีโอาสเหวอ... ถ้าคุณลดความเร็วลง...  ยังไม่พร้อมที่จะเข้าโค้ง   

**** หรือเจอถนน เปียก ลื่น มี ทราย ฝุ่น  การใช้เบรคอย่างเดียว อาจเกิดอาการเบรคทื่อๆๆ หน้าทิ่ม   หรือ อยู่ที่การใช้เบรค หน้า หลัง ซึ่งควรใช้เบรคให้น้อยที่สุด  ให้ดีพอกับสถานการณ์


////  การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้ และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด


เครดิต stormclub
http://www.stormclub.com/scoops/index.php?section=1200&x=10&y=4&p=1

 :-\  อุบัติเหตุส่วนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ ก็มาจากการเข้าโค้งที่ไม่ถูกต้อง

***  การรับรู้และสัมผัสแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี  

"การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว " จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ปลอดภัย....และง่ายขึ้น    
  ***


 

 


 ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 

เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่งของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ


1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้งที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆจากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น

จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เราสามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

*** เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ***



 ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” [/color]หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย[/color]


 การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
 3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้  และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
 4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น  หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
 เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด
 

ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ... [/b]



*** การแบนโค้ง มากน้อยแค่ไหน  ท่าทางการควบคุมรถ  การขับขี่เวลาเข้าโค้ง  

 ด้วยความเร็วต่างๆกัน  มีผลมาก เป็น Basic ที่ไม่ควรลืม ***


แรงเหวี่ยง...หนีศูนย์ของรถ ในโค้ง ปรับท่าทางให้เหมาะสมและพอดี    

ศีกษาและลองทำความเข้าใจ  จะช่วยในการเข้าโค้งได้....ง่ายขึ้น




/// การเลี้ยวแบบ Counter-Steering พลิกพริ้วได้ง่าย ช่วยในการหลบหลีก///
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=56024.0







ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...




 




 :125:   :10:    /////  _    _  _ _  -  - -  -   -  * ** *  *    *    *             *   ////    :151:   :129:   :125:

  ก่อนเข้าโค้ง ประเมินความโค้งว่ามากน้อยแค่ไหน สภาพถนนเป็นอย่างไร และ

จัดการ แต่งความเร็วรถก่อนถึงโค้ง ให้เสร็จก่อนเข้าโค้ง   ทั้งการผ่อนคันเร่ง และแตะเบรค


การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด

โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ ห้ามเปลี่ยนเกียร์ หรือ บีบ คลัตช์  ในโค้ง ซึ่งจะทำให้รถกระตุกเสียการทรงตัว

แม้แต่การใช้เบรค ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น  ใช้เมื่อมันคุมความเร็วไม่ได้จริงๆ และทำอย่างนุ่มนวล

ห้ามเบรครุนแรงการเลือกใช้  Engine Brake   ช่วยได้แน่  ทั้งการ ควบคุม รถและการทรงตัว  ***   kiss อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก   การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่  


****  







 เมื่อเข้าถึงโค้งต้องมองข้ามโค้งไปข้างหน้าและหันหน้ามองไปตามทางโค้ง

 ซึ่งการมองจะทำให้ท่าทางการขับขี่  เราจะบังคับรถให้ไปตามโค้ง
 


***   ถ้าไม่มองตามโค้งมีสิทธิ์ แหก หลุดโค้ง ...  ***
 :10:




เวลาอยู่ในโค้ง อย่ายุ่งกับเกียร์ครับ ให้ชะลอรถด้วยการ เบรค / ตบเกียร์ลง ให้เรียบร้อยก่อนเข้าโค้ง

พออยู่ในโค้งก็คอยประคองคันเร่ง หรืออาจใช้เบรคเท้าตกแต่งความเร็วเล็กน้อย

 แล้วก็ให้หันมองไปปลายโค้ง อย่าก้มมองแต่หน้ารถ    



จากคอร์ส   basic  bigbike    :10:                                                                                                                                                                                                                    

*****   ครูฝึกจะให้สูตรว่า เอ้า.... เบรค... ปล่อยไหล... หันมอง... ******  

                                        ////   การเข้าโค้ง     เข้าให้ช้า .... ออกให้ไว  ... ////


//// การล้ม...ในโค้ง  คลิป...ลองดู ...สาเหตุและวิธีการ..แก้ไข ////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=55504.0

.....    ส่วนเรื่องการแบนโค้งมากน้อยแค่ไหน นั่น ก็แล้ว แต่ประสบการณ์แต่ละคนที่จะบอกได้ว่า . . . . แค่ไหนพอดีเอาอยู่

 ประเมินความโค้งว่ามากน้อยแค่ไหน  สภาพถนนเป็นอย่างไร    


  :-X   :125:     ****    ที่สำคัญสุดคือสภาพถนนบริเวณโค้ง    :10:

 มีผลต่อการยึดเกาะ  ของยาง ถ้าถนนมีฝุ่น เปียก ลื่น คราบน้ำมัน ยางดีแค่ไหนก็เอาไม่อยู่     ****** :kiss:  :125:  :10:

////  จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ    /////
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/07/14 @10:25:31 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

thworakornr

  • บุคคลทั่วไป
 :) ยาวมากแต่มีประโยชน์มาก ขอบคุณมากครับ :)