Facebook CVT สำหรับการเชื่อมโยงในทุกมิติ คลิกที่นี่


ผู้เขียน หัวข้อ: //// 10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ////  (อ่าน 67342 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
10 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์
 

วันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อบ้างนะครับ หลายๆคนอาจจะมีความคิดเหล่านี้อยู่ในหัว
ลองเลย  นำบทวิเคราะห์มาให้อ่านนะครับว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นจริงหรือไม่




Credit:ภาพสาวสวยนักบิด...คุณแอนนี่

1 เอายางรถแข่งมาใส่จะทำให้วิ่งเร็วกว่า

อันนี้เป็นความเชื่อที่ไม่จริงนะครับ การเอายางรถมอไซค์สำหรับสนามแข่งมาใส่วิ่งบนถนนธรรมดานั้นไม่ได้เร็วไปกว่าเดิม เนื่องจากยางสำหรับสนามแข่งนั้นถูกออกแบบให้ระบายความร้อนออกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบรกก่อนเข้าโค้ง หรือการเร่งอย่างแรงก่อนออกจากโค้ง ยางรถแข่งจะด้านหนึ่งจะเย็นกว่าอีกด้านเพราะสนามส่วนใหญ่เป็นเลข 0 ไม่ใช่เลข 8 จึงเข้าโค้งอยู่ด้านเดียว ลองคิดดูแล้วกันว่าหากติดไฟบนถนนลาดยาง ยางจะเย็นขนาดไหน

การที่ยางจะยึดเกาะได้ดีนั้นท่านจะต้องใส่ไว้กับเครื่องอุ่นยาง เอาออกมาใส่รถทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ ต้องถอดยางเก็บก็จะวุ่นวายขึ้นไปอีก ดังนั้นหากขับบนท้องถนนทั่วไปก็ใช้ยางให้เหมาะสม ยางสนามแข่งเหมาะสำหรับสนามแข่งเท่านั้น

2 มอไซค์ที่แพงกว่าย่อมดีกว่า

ปกติแล้วสินค้าไม่ว่าจะเป็นอะไร ถ้าแพงกว่าแล้วมักจะดีกว่าตามราคาของมัน แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใช่
อย่างน้อยก็มอไซค์ของอิตาลี่หละที่แพงแต่ใช่ว่าจะดี อย่างมอไซค์ Ducati Monster 696 ราคาไม่แพงแต่คุณภาพดีน่าขับมาก แต่มอไซค์ที่แย่สุดของ Ducati คือ Panigale R ที่เขาสร้างไว้ให้แข่งชนะ ดูสวย เทห์ แพง ใครๆ ก็อยากขับ

แต่คันมันใหญ่ ขับยาก แถมราคาแพงลิบ ดังนั้นใครว่าแพงแล้วดี คิดผิดแล้วครับ ยิ่งเป็นรถคลาสสิคแล้วละก็แพงหลายเท่า แต่ขี่แล้วไม่มันส์เหมือนรถรุ่นใหม่ๆเลย

3 อุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากคนขับรถยนต์

แม้คนขับรถยนต์จะดูเป็นพวกขับแบบระห่ำ ไม่มองอะไร เห็นว่าเป็นรถคันใหญ่สี่ล้อไม่มีทางล้ม แต่ส่วนใหญ่แล้วเพราะความใหญ่ของรถ เขาก็จะขับตามกฏเกณฑ์ หาที่กลับรถ ไม่ค่อยจะย้อนศรเพราะรถมันใหญ่แล้วหลบยาก ทำให้พวกเขาที่ขับรถยนต์ต้องทำตามกฏกันโดยปริยาย ดังนั้นเวลาเราขับมอเตอร์ไซค์ใกล้พวกเขาเราก็จะวางแผนได้ถูกว่าจะไปแซงซ้ายหรือแซงขวาดี ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาขับไม่ค่อยจะตามกฏเท่านั้น เพราะจะเอายากว่าพวกเขาจะไปทางไหน

แต่อุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับรถยนต์เท่าไหร่ มักจะชนกับมอเตอร์ไซค์กันเองมากว่า ยกเว้นพวกตัดหน้า ย้อนศร กินเลน อันนี้คือการถามหาอุบัติเหตุอยู่แล้ว สถิติการเกิดอุบัติเหตุของตำรวจระบุว่า การขับขี่เป็นกลุ่มนั้นอันตรายที่สุด เพราะมักจะเกี่ยวกันเอง แซงกันผิดคิว ลองสังเกตุดู ส่วนใหญ่เราหกเราล้ม เพราะตัวเราเองมากกว่า เช่นหลบรถยนต์ก็ล้มได้ การชนจังๆ จะเป็นกรณีแถวแยกไฟแดงที่่ต่างคนต่างรีบเท่านั้น

4 เมื่อรถยนต์หลบให้ไม่ใช่เพราะพวกเขาสุภาพ

แต่พวกเขารำคาญมากกว่าที่อยู่ดีๆ มีมอเตอร์ไซค์มาป้วนเปี้ยนอยู่ด้านหลัง จะแซงซ้ายหรือแซงขวาก็ไม่ไปซะที เกิดสุนัขวิ่งตัดหน้าต้องเบรกกะทันหัน คนขับมอไซค์ข้างหลังเบรกไม่ทันก็ปลิวมาทับกระโปรงหน้าอีก ถ้ามีรถยนต์ตามหลัง เขามาชนก็แค่รถพัง และพังแค่ด้านหลัง แต่ถ้ามอไซค์มาชน ด้านหลังพัง ด้านหน้าก็พังเพราะคนขับลอยมา

ดังนั้นการแซงเขาไปแล้วโบกมือขอบคุณจะเป็นการดีที่สุด เพราะคนขับรถยนต์กำลังอารมณ์เสียอยู่

5 เครื่อง V-Twin เกาะถนนได้ดีกว่าเครื่องสี่สูบเรียงแถว

อีมจริงหรือเปล่า อันนี้ต้องแล้วแต่ว่าถามใคร แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าการเว้นระยะระหว่างจังหวะจุดระเบิดนั้นอาจจะมีเวลาพอให้ล้อหลังได้กลับมามีความยึดเกาะถนนได้ดีขึ้นหรือไม่ บางคนก็ว่าสำคัญ บางคนก็แค่ยักคิ้วไม่ตอบ

แนวความคิดนี้เริ่มจากยุคต้นปี 90 ที่ Ducati ขนะการแข่ง WSB หลายสนามและบอกว่าเป็นเพราะเครื่องแบบ V4 แต่ตอนนั้นคนขับก็อาจจะมีผลด้วย แต่ความเชื่อก็มีอยู่ว่า ด้วยเครื่อง V-Twin จะมีการเว้นเวลาช่วงหนึ่งก่อนที่จะกลับมาจุดระเบิดอีกรอบทำให้มีการยึดเกาะที่ดีกลับคืนมา แต่บางคนก็เถียงว่าการจุดระเบิดอย่างต่อเนื่องแบบเครื่องสูบเรียงไม่ดีกว่าเหรอ

ยังไงประเด็นนี้ก็ยังพิสูจน์ยากว่าใครจะดีกว่าใคร ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อในประเด็นใดประเด็นหนึ่งนะครับ

6 คนขับเก่งๆ ไม่จำเป็นต้องมี ABS

ถ้าคุณเคยขับ ABS CBR600 หรือ Blade หรือ ZX-6R ถ้าคุณเบรกได้ดีกว่า หรือบอกได้ว่าตอนไหน ABS ทำงานหรือไม่ทำงาน ผมยินดีเลี้ยงกาแฟคุณทุกวันเลย ฉะนั้น ABS ดีที่สุดครับสำหรับมอเตอร์ไซค์ โอกาสในการลื่นไถลจะมีน้อยมาก


7 ไม่ใช่ความผิดของผม

ความคิดนี้จะออกมาเสมอเวลาที่คุณกำลังไหลไปบนถนนพร้อมกับรถ หรือกำลังนอนให้มอเตอร์ไซค์ทับอยู่ มันช้าไปแล้วครับที่จะโทษคนอื่น ไม่ว่าจะเพราะมีน้ำมันนองถนน หรือกรวดหินเต็มถนน ไม่ใช่ความผิดของคนอื่นหรอกครับ คุณนั่นแหละที่เห็นแล้วไม่ระวังเอง คนอื่นๆยังไม่ล้มเลย แต่คุณกลับล้มซะเนี่ย



8  ควรถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งหลังเริ่มใช้รถ ระยะแรกเพื่อกำจัดเศษโลหะ

 ควรถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งหลังเริ่มใช้รถ ระยะแรกเพื่อกำจัดเศษโลหะจากการเสียดสีของวาล์วและแหวนลูกสูบ ด้วยการใช้น้ำมันเครื่องทั่วไป แล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้   ในอดีต เครื่องยนต์ กระทำเพื่อชำระล้างเศษโลหะที่ตกค้าง ภายในเครื่องยนต์ ภายหลังการเสียดสีของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ในช่วงแรก และเพื่อปรับวาล์วและแหวนลูกสูบให้เข้าที่ แต่ในปัจจุบัน เครื่องยนต์รุ่นใหม่ถูกผลิตให้เครื่องยนต์ฟิตและแน่นขึ้น ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งการเสียดสีและความสะอาดที่ดียิ่งกว่าเดิม เมื่อเทียบกันเครื่องยนต์ที่ผลิตเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ในปัจจุบันไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน  และมอร์เตอร์ไซด์เหมาะสำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้มากที่สุด

9  “อย่าใช้เบรกหน้า”  เบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย

 “อย่าใช้เบรกหน้า”  บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า  เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่า 50% ใช้เบรกไม่ถูกต้อง!!! ตั้งแต่เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์มา ได้รู้จักกับผู้ขี่มากมายหลากหลายทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ทั้งเพิ่งเริ่มขี่จนถึงขี่มาเป็น 10 ปี มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นใช้เบรกไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีคนสอนเลยหัดเองและคิดว่าถูกต้องแล้วจึงทำแบบนี้มาตลอด, มีคนสอนแต่คนที่สอนเองก็ทำไม่ถูกเลยพาลผิดกันต่อไป, รวมทั้งการเบรคในการเข้าโค้งฯลฯ
ตอนนี้คิดได้ 9 ข้อแค่นี้แหละครับ เดี๋ยวคิดได้เพิ่มแล้วจะมาเติมให้นะครับ

10. ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง   

ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ

Credit:mocyclover.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11/02/14 @04:09:12 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง

มาดูข้อที่ 8,9 กันครับ

8  ควรถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งหลังเริ่มใช้รถ ระยะแรกเพื่อกำจัดเศษโลหะ

 ควรถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งหลังเริ่มใช้รถ ระยะแรกเพื่อกำจัดเศษโลหะจากการเสียดสีของวาล์วและแหวนลูกสูบ ด้วยการใช้น้ำมันเครื่องทั่วไป แล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้   ในอดีต เครื่องยนต์ กระทำเพื่อชำระล้างเศษโลหะที่ตกค้าง ภายในเครื่องยนต์ ภายหลังการเสียดสีของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ในช่วงแรก และเพื่อปรับวาล์วและแหวนลูกสูบให้เข้าที่ แต่ในปัจจุบัน เครื่องยนต์รุ่นใหม่ถูกผลิตให้เครื่องยนต์ฟิตและแน่นขึ้น ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งการเสียดสีและความสะอาดที่ดียิ่งกว่าเดิม เมื่อเทียบกันเครื่องยนต์ที่ผลิตเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ในปัจจุบันไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน  และมอร์เตอร์ไซด์เหมาะสำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้มากที่สุด




 
9  “อย่าใช้เบรกหน้า”  เบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย

 “อย่าใช้เบรกหน้า”  บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า  เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่า 50% ใช้เบรกไม่ถูกต้อง!!! ตั้งแต่เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์มา ได้รู้จักกับผู้ขี่มากมายหลากหลายทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ทั้งเพิ่งเริ่มขี่จนถึงขี่มาเป็น 10 ปี มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นใช้เบรกไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีคนสอนเลยหัดเองและคิดว่าถูกต้องแล้วจึงทำแบบนี้มาตลอด, มีคนสอนแต่คนที่สอนเองก็ทำไม่ถูกเลยพาลผิดกันต่อไป, รวมทั้งการเบรคในการเข้าโค้งฯลฯ

คราวนี้เราลองมาดูกันว่าผลที่ได้ (ซึ่งมันผิด) มีอะไรบ้าง
• ใช้เบรกหลังเป็นหลัก (ใช้เบรกหน้าน้อยมากหรือแทบไม่ใช้เลย)
• กำคลัทช์เวลาเบรก
• เข้าใจว่าเบรกหน้าแล้วจะทำให้รถพับล้ม หรือตีลังกา
• เข้าใจว่าเบรกจนล้อล็อกเป็นการเบรกที่ดี
เหล่านี้คือความเข้าใจที่ผิดทำให้การเบรกไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ระยะทางเบรกมากกว่าที่ควร ซึ่งอาจไม่เพียงพอในสถานการณ์คับขันและเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ เอาหล่ะ... เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าเบรกที่ดี ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

 จะว่าไปในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น เราจะใช้เบรกเมื่อต้องการลดความเร็วหรือหยุดรถ อาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราเบรกก็เพราะว่ามีสิ่งที่เป็น “อันตราย”  หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า การเบรกของผู้ขับขี่บางคนกับสร้าง[/b อันตราย”  ขึ้นมาเสียเอง ทั้งนี้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความชำนาญในการใช้เบรกอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่แรก  “การใช้เบรก”[/b]  เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเบรกมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างไรให้มันปลอดภัยและถูกวิธี
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ
1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้นที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า
2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย
3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก

แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง
ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุด อย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก”  ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อร เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุด รวมทั้งใช้การเปิด-ปิดคันเร่ง  เป็นการใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบ Perfect ที่สมบูรณ์ตามตำรา

การใช้เบรค

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20295.0

การใช้คันเร่ง

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=20299.0

 
//// Engine Brake !!!! เทคนิค วิธีการใช้ !!!! ////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50165.0

  การผ่อนคันเร่ง และแตะเบรค  การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถ

โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ ห้ามเปลี่ยนเกียร์ หรือ บีบ คลัตช์  ในโค้ง ซึ่งจะทำให้รถกระตุกเสียการทรงตัว

แม้แต่การใช้เบรค ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น  ใช้เมื่อมันคุมความเร็วไม่ได้จริงๆ และทำอย่างนุ่มนวล

ห้ามเบรครุนแรงการเลือกใช้  Engine Brake   ช่วยได้แน่  ทั้งการ ควบคุม รถและการทรงตัว  *** 

อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก   การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่   

**** 

 ///// การแบนโค้ง ท่าทางการขี่เข้าโค้ง (เพิ่มคู่มือ) /////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=49632.0

**  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด


เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Yongsak Tour

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 3,139
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 348
  • ชีวิตคือการเดินทาง
ขอบคุณครับ

CHAMP_CVT 193

  • มอไซด์ 650 CC.
  • ****
  • กระทู้: 319
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 15
  • CLUB VERSYS THAILAND
รออ่านต่อ ขอบคุณครับ
CLUB VERSYS THAILAND
CVT 193

อนุบาลไฮเวย์

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 1,659
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 46
  • บ่าวเมียงแป้ แห่ระเบิด CVT 625
ขอบคุณ คับ

เจ๋ง เจริญกรุง

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 241
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 5
  • CVT 789
แหล่มเลย ;D

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
ข้อ 6   ABS  vs. No ABS  อย่างไหนดีกว่ากัน

รถสมรรถนะสูง....  ที่....มี/ ไม่มี .. ABS.

ข้อดี ข้อเสียของ ABS. เถียงกันมามากมาย

มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร เป็นต้นทุนและเป็นตัวกำหนดราคารถ....ให้แตกต่างกัน

ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน ความต้องการ  รถคันนั้นๆ มี/ ไม่มี .. ABS.

พิจารณา กันดูครับ ABS 
เป็นข้อคิดเห็น นะครับ  เลือกไม่เลือก เอา ไม่เอา อยู่ที่เรา ซึ่งประเมินและยอมรับ ความเสี่ยง  ด้วยตนเอง   อยู่แล้วครับ



ABS  vs. No ABS  อย่างไหนดีกว่ากัน   

 ทุกอย่างมี 2 ด้าน เสมอ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ABS ก็เช่นกัน  เป็นเรื่องของความปลอดภัย

มาทำความรู้จักกับ  "  ABS " กันก่อน    รถ CC.. .. มากน้อย ใช้หลักการเดียวกัน  และเพื่อความเข้าใจตรงกัน  ระบบเบรค ABS หรือ  Anti-lock Brake System และใช้  "  ABS "  ให้ถูกต้อง

เทคโนโลยีทางด้านความปลอดภัยที่กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ในปัจจุบัน ABS หรือ ระบบเบรคป้องกันล้อล็อคดูจะเป็นอะไรที่เราหลายคนอยากให้มีในรถที่ขับ ด้วยความเข้าใจว่ามันจะช่วยให้ความปลอดภัย ทว่าสิ่งที่เราหลายคนลืมไปคือต้องรู้จักมันด้วย

ระบบเบรค ABS หรือ Anti-lock Brake System นั้น เป็นระบบที่ใช้การผสมผสานระหว่างระบบกลไกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยหน้าที่มันคือป้องกันล้อไม่ให้เกิดการล็อคเมื่อมีการใช้เบรกหนัก ทำให้สามารถมีโอกาสในการหลบสิ่งกีดขวางช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้
หลักการทำงานของ ABS นั้นพูดไปก็ไม่ยาก เพราะมันใช้การควบคุมแรงดันน้ำมันเบรคที่ดันผ้าเบรค ทำให้ผ้าเบรคถูกจับแล้วปล่อยในระยะถี่ในอัตราส่วน 16 -50 ครั้ง ต่อวินาทีแล้วแต่ผู้ผลิต ทำให้ล้อนั้นไม่ถูกล็อค เมื่อมีการใช้แรงเบรคหนัก แต่อย่าเข้าใจผิดว่ามี ABS แล้ว ทำให้ระยะเบรคสั้นลง เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน

หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่าระบบเบรค ABS นั้นใช้งานอย่างไรกันแน่ แต่ให้จำไว้เลยครับว่า ระบบเบรคนั้นไม่ว่าจะ ABS หรือ ทั่วๆไป สำคัญคือการควบคุมการเบรค ซึ่ง ABS จะเข้ามาทำงานเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อนั้นเริ่มมีความเร็วต่ำ (เกิดการลื่นไถลในขณะเบรค) ระบบ ABS ก็จะรับข้อมูลแล้วสั่งการทันใดและเหล่านี้เป็นข้อห้ามในระหว่างการใช้เบรก ABS

1.ห้ามตกใจ!! หลายคนตกใจเมื่อ ABS ทำงาน  เพราะการคุมแรงดันน้ำมันของระบบ ABS นั้นจะทำให้เกิด   แรงสั่นสะเทือน  สะท้านที่เบรค ซึ่งอาจทำให้ หลายคนตกใจ และนำไปสู่อุบัติเหตุ
2.ห้ามย้ำเบรก หลักการทำงาน ABS จำเป็นต้องใช้การตรวจแรงดันเบรก ซึ่งการทำงานของเบรกนั้นเมื่อเรา เบรกก็จะไปเพิ่มแรงดันน้ำมันในปั้มเบรค ซึ่งเมื่อเราคลายน้ำหนักเบรค แรงดันนั้นก็จะลดลง ผลคือ ABS ไม่ทำงาน ดังน้ันจำไว้ว่าอย่าย้ำเบรค
3.อย่าคลายน้ำหนักเบรก เมื่อ เบรกและ ABS ทำงานแล้ว จำไว้ว่า อย่าคลายน้ำหนัก  เบรกให้ค้างไว้ แล้วให้สมาธิกับการหลบหลีก.....และเมื่อพ้นแล้วถึงค่อยคลายน้ำหนักเบรกได้
4.ทางลูกรังหรือโคลนนั้น ABS อาจอันตราย นี่เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยทราบ แต่บนถนนบางแบบ ABS อาจเป็นต้นเหตุทำให้อันตราย โดยเฉพาะทางลูกรังหรือโคลนนั้น การเบรคโดยใช้ระบบ ABS อาจทำให้มีระยะทางเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกาะถนนที่น้อยกว่าในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งการใช้เบรค ABS จะทำให้รถลื่น ในขณะที่การใช้เบรคที่ล้อล็อคปกติ จะทำให้ล้อกดลงไปเพื่อเพิ่มอัตราการเกาะมากกว่า บางครั้งอาจขุดพื้นผิว เพื่อสร้างระยะหยุดที่สั้นกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ควรรู้เอาไว้เกี่ยวกับระบบ ABS โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งานจำง่ายๆ อย่าย้ำ อย่าคลายน้ำหนักเบรค    เพราะนาทีสำคัญกับ ABS นั้น   เป็นอะไรที่อาจจะทำให้คุณ.....กลับมาเล่า...เรื่องระทึกขวัญกับเพื่อนๆได้



************** ซึ่งสำคัญมากๆๆๆกับการใช้ ABS. ให้ถูกวิธี **************
เพื่อประสิทธิภาพในการเบรค ที่ดี และเต็มประสิทธิภาพ สมบูรณ์แบบ


บนพื้นถนนที่ลื่น, ถนนลูกรัง, ถนนที่มีน้ำขังหรืออย่างในประเทศที่มีอากาศหนาวมาก ๆ มีแผ่นน้ำแข็งเกาะอยู่ ล้อก็จะถูกล็อกตาย แล้วลื่นไถลไปตามทิศทางของแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้น  รถก็จะยังคงไถล ไปตามทิศทางของแรงเฉื่อย อยู่นั่นเอง นี่แหละครับ อันตรายของการที่ล้อล็อกตายในขณะเบรค

ระบบเบรคป้องกันล้อล็อก ABS เกิดมาจากแนวคิดในการแก้ปัญหาการลื่นไถลในขณะเบรค เนื่องจากความฝืดของระบบเบรคมีมากกว่าความฝืดของยางกับพื้นรถ เราทราบกันดีว่า ในขณะเบรคเราไม่ต้องการให้ล้อล็อกตายเพราะจะทำให้ควบคุมรถไม่ได้และการที่ล้อล็อกตายก็เพราะมีแรงจากการเบรคกดอยู่ การทำให้ไม่ให้ล้อล็อก ต้องปลดแรงจากการเบรคออก แต่พอปลดแรงเบรคออก รถก็ไม่หยุด เป็นเงื่อนไขกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

การออกแบบให้ระบบเบรคทำงานแบบจับ-ปล่อยในจังหวะที่เร็วประมาณ 50 ครั้ง/วินาที เพราะพบว่าถ้า ทำได้เร็วมาก ๆ จะทำให้ได้ผลอย่างที่ต้องการทั้งสองทางคือ การที่ล้อไม่ล็อกทำให้ยังสามารถที่จะควบคุมทิศทางของรถได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้รถหยุดได้ด้วย แต่การที่จะให้ระบบเบรคทำงานอย่างนั้นได้ต้องมีอุปกรณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ต้องมีตัวตรวจจับการหมุนของล้อ, มีหน่วยประมวลผล เป็นต้น เพื่อรับทราบว่าความเร็วในการหมุนของล้อแต่ละข้างเริ่มจะหยุดนิ่งหรือแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไรก่อนจะสั่งการให้ระบบเบรคทำงาน รวมทั้งมีชุดปั๊มและวาล์วที่สามารถทำงานด้วยความถี่หลายสิบครั้งต่อวินาที

ลักษณะการทำงานแบบจับ ๆ ปล่อย ๆ นี้เองที่ผู้ขับขี่บางท่านสงสัยว่าระบบเบรคในรถของตนจะผิดปกติหรือไม่ เพราะเมื่อเหยียบเบรคแล้วมีแรงต้านกระตุกถี่ ๆ ที่ เบรค ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเป็นที่มีระบบ ABS ไม่มีอะไรผิดปกติแต่กลับแสดงว่าระบบทำงานได้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่ไม่มีระบบ ABS แล้วมีอาการคล้าย ๆ อย่างนั้น คงต้องนำรถเข้าศูนย์ตรวจเช็กกันเสียทีแล้ว เพราะเบรคอาจจะคดหรือมีชิ้นส่วนอะไรหลุดหลวมก็ได้


ลองดูคลิปกันดูครับ สภาพถนนเปียกลื่น สามารถแยกแยะ  น้ำหนักและรูปแบบการเบรคได้..มากน้อย....แค่ไหน

ABS vs. No ABS




 ** ABS มันเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้เราขับขี่ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้นครับ แต่ที่สำคัญมากกว่า คือการขับขี่ที่ไม่ประมาทและมีสติ   

กับอุบัติเหตุจากรถ BigBike  บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้   ต่อให้รถมีหรือไม่มี ABS ก็อย่าให้เกิดขึ้นดีกว่าครับ  ABS  อาจจะมีส่วนทำให้หนักมากๆๆ กลายเป็นเบาได้ .เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเพราะทักษะไม่ดี ตัดสินใจพลาด สภาพร่างกาย จิตใจ ณ.ช่วงเวลานั้นๆๆ   ความรีบ   ความเร่ง   เวลาบีบ  เหตุสุดวิสัย ความเสี่ยง  กับสองล้อ แน่นอน มากน้อย  อยูที่การใช้ความเร็ว  สภาพแวดล้อม
พื้นผิวถนนผู้ร่วมทาง  ความประมาททั้งจากเรา หรือผู้อื่น หรือร่วมกัน

*** ดังนั้นลักษณะการเบรคที่ดีและสมบูรณ์  อยู่ที่การใช้และเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์  ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการใช้เบรคหน้า เบรคหลัง   จังหวะ การแยกแยะน้ำหนักจากการเบรคได้ในระดับเชี่ยวชาญ  สั่งได้ดั่งใจ ทั้งการปิดคืนคันเร่ง  การใช้เครื่องยนต์หน่วง  คือใช้ทุกอย่างประกอบการเบรคทุกรูปแบบ   มาพอสมควร ระดับหนึ่ง   ซึ่งแยกแยะการใช้เบรค   ได้อย่างดี  ว่าเบรคแต่ละแบบ จะส่งผลอย่างไรบ้าง


" ABS จะช่วยในวินาทีฉุกเฉิน เมื่อมีความผิดพลาดจนล้อล็อค ไม่ว่าจะเป็นเพราะทักษะไม่ดี เหตุสุดวิสัย  หรือแม้แต่สิ่งที่ ... มองไม่เห็น   กลั่นแกล้งก็ตาม   การที่คุณไม่ต้องบาดเจ็บ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากความผิดพลาดนั้น รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน   เมื่อเทียบกับตัวเรา ถ้าเกิดล้มบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรืออาจ ... บาดเจ็บ   ไม่ว่าเรา หรือ ผู้อื่นที่เป็นผลมาจากเรา  ยิ่งถ้าถึง........ สาหัส มาก น้อย  แค่นี้ก็ประเมินค่าไม่ได้แล้ว 




 เพื่อความปลอดภัยต่อ.....ตนเอง อย่าเชื่อมั่นใน สิ่งหนึ่ง สิ่งใด มากไป ทุกอย่าง มีเหตุและผล
เชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวเราเอง  ให้มากที่สุด ผิดพลาด....ให้น้อยที่สุด  เพื่อความสุขในการขับขี่
ว่าเรา...อยู่ ประมาณไหน .... เพื่อสั่งสมให้ยิ่งๆๆ ขึ้นไป   



พิจารณา กันดูครับ ABS  เป็นข้อคิดเห็น นะครับ  เลือกไม่เลือก เอา ไม่เอา อยู่ที่เรา ซึ่งประเมินและยอมรับ ความเสี่ยง  ด้วยตนเอง   อยู่แล้วครับ



*** ระวังกันครับ  ขับขี่ปลอดภัย  ไม่ประมาทดีที่สุด    ***


ABS ก็จำลองมาจากการทำงานของระบบเบรคที่ดีและสมบูรณ์แบบในสภาวะไม่ปกติ   ซึ่ง ABS ไม่ใช่รูปแบบเบรคธรรมดา เบา  ปาน กลาง  เอาอยู่ แต่จะเป็นตัวช่วยรูปแบบเบรคในสภาวะไม่ปกติ  คือเบรคกะทันหัน  เบรคเต็มที่ จนล้อล็อคหรือเกือบล็อค[/b][/color]ไม่ว่าจากสภาพถนนแห้ง  ถนนเปียก ลื่น  ฝุ่น ทราย  กรวด  ลูกรัง   ตะไคร่น้ำ    กับสภาพถนนเมืองไทย 

*** ดังนั้นลักษณะการเบรคที่ดีและสมบูรณ์  อยู่ที่การใช้และเลือกใช้ให้เหมาะกับถานการณ์  ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการใช้เบรคหน้า เบรคหลัง   จังหวะ การแยกแยะน้ำหนักจากการเบรคได้ในระดับเชี่ยวชาญ  สั่งได้ดั่งใจ ทั้งการปิดคืนคันเร่ง  การใช้เครื่องยนต์หน่วง  คือใช้ทุกอย่างประกอบการเบรคทุกรูปแบบ   มาพอสมควร ระดับหนึ่ง   ซึ่งแยกแยะการใช้เบรค   ได้อย่างดี  ว่าเบรคแต่ละแบบ จะส่งผลอย่างไรบ้าง





ถ้าขับขี่ไม่เร็วมาก  ไม่ค่อยเบรคแบบกระทันหัน  ขับชิลๆๆ  ไม่จำเป็นครับ  เปลืองเงินเปล่าๆๆ

***  แต่ถ้ามือเก่า-ใหม่  ที่ยังกึ่งๆๆ ยังแยกแยะการเบรค   รูปแบบการเบรค  น้ำหนักการใช้เบรคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ไม่ถูก  ว่าช่วงเวลา   สภาพถนน  พื้นผิวถนน  สภาพแวดล้อม สถานการณ์แบบไหน   ควรใช้เบรค  แค่ไหน  ระดับไหน เอาอยู่   ไม่อยู่   หรือไม่รู้  วัด....ดวงอย่างเดียว   
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางครั้ง  บางครา  ถ้าตัวเราเอง  เป็นประเภท  Human Error บ้างเป็นบางครั้ง  บางครา 
หรือระบบร่างกายรวน ๆๆ เป็นบางช่วงเวลา  ไม่สมบูรณ์   ร้อนไป  หนาวไป  เครียด  เหนื่อย ล้า   ไม่สบาย 
ปัญหาชีวิต.... เมีย...ไม่ตามใจ   [/color]

*** ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้   ตัวช่วยดีกว่า ...ครับ  ยังไงระบบ...กลไก   ก็รวนน้อยกว่า ... เยอะ

*** แนะนำ  ควรใช้   ABS เป็นตัวช่วยดีกว่าถ้ายังไม่อยากเสี่ยง วัดดดวงกับการเบรคเต็มที่ ล้อล็อค  การให้นำหนักเบรคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ไม่ชัวร์ 
เอาง่ายคือมัวซะมากกว่า เอาง่ายทักษะยังไม่สูงพอ แนะนำ  ใช้ ABS เถอะครับ ใช้แบบมีตัวช่วยดีกว่าครับ   ถ้าพลาดแล้วยังมี ABS เป็นตัวช่วย   

*** ซึ่ง ABS เป็นการจำลองรูปแบบการเบรคในระดับที่ควบคุมไม่ได้    อย่าลืมนะครับว่า เสี้ยววินาทีตรงนั้นมันผ่านไปเร็วมาก เบรคกะทันหัน   กันสุดฤทธิ์ สุดติ่ง เปิด ปิด คันเร่ง   ไม่รุ้แยกแยะไม่ออก   บอกไม่ถูก    แตกต่างกันไป    ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นประสบการณ์ตรงของผู้ขับขี่แต่ละคน ประมาณสติแตก ก็จบ
 ABS มันจะช่วยป้องกันการล็อคของล้อเวลาเบรคกระทันหันน่ะครับ คือเราจะสามารถควบคุม แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อม พื้นผิวถนน  รถได้ดีกว่าถ้าเวลาต้องเบรคกระทันหัน ข้อดีมันก็คือตรงนี้แหละครับ
 พิจารณา กันดูครับ ABS  เป็นข้อคิดเห็น นะครับ  เลือกไม่เลือก เอา ไม่เอา อยู่ที่เรา ซึ่งประเมินและยอมรับ ความเสี่ยง  ด้วยตนเอง   อยู่แล้วครับ
แชร์แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ กัน  ดีครับ  เรียน  รู้  ต่อ ยอด กัน ไป  จะได้สั่งสม  ความรู้  ประ สบการณ์  จากที่ได้ ศึกษาแลกเปลี่ยนและลองฝึกฝน
ปฏิบัติ  จนเชี่ยวชาญครับ   เป็น อัตโนมัติ เมื่อเข้าสู่สถานการณ์ จริงงๆๆ 

ทหาร ยัง  มีซ้อม รบ  เราเองก็ เช่นเดียวกัน  ลองความคิด  ลองจินตนาการ และลองปฏิบัติ  ให้ถูกหลัก...และวิธี   
จะมีประโยชน์ ดีกว่า พลาดไปแล้วยัง  งง ๆๆ กับตัวเอง อยู่  ว่าถูก..หรือ...ผิด    กันแน่    ให้พลาด...ผิด...เป็นครู


////  จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ    /////

เพื่อความปลอดภัยต่อ.....ตนเอง อย่าเชื่อมั่นใน สิ่งหนึ่ง สิ่งใด มากไป ทุกอย่าง มีเหตุและผล


เชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวเราเอง  ให้มากที่สุด ผิดพลาด....ให้น้อยที่สุด  เพื่อความสุขในการขับขี่

ว่าเรา...อยู่ ประมาณไหน .... เพื่อสั่งสมให้ยิ่งๆๆ ขึ้นไป   



 
แต่ขออย่างเดียวอย่าหลอกตัวเอง  เข้าข้างตนเอง  อย่าล้อเล่น  กับความปลอดภัย  สี่เท้ายังรู้พลาด  นักปราชญ์  ยังรู้พลั้ง   

เสี้ยว วินาที ที่ชี้..เป็น ชี้..ตาย   บาดเจ็บ สาหัส  พิการ  มาก็เยอะ  เอาอยู   ไม่อยู่ก็ว่ากันไป  ตามแต่ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล 

และอย่ากล้า... จนลืมกลัว...... อันตราย....  ซึ่ง อันตราย.... ถึง....มากๆๆ  .... กับการขับขี่  BigBike ......

ทั้งนี้อยู่ทีไครจะใช้การเบรคได้ดีกว่ากัน กับรูปแบบเบรคเต็มที่  กะทันหัน  สุดติ่ง จนล้อล็อค  เกือบล็อคแล้ว...ปล่อย  เป็นจังหวะได้  เพราะ ABS ก็จำลองลักษณะการทำงานของระบบเบรคนี้เช่นกัน  อยูที่การใช้ได้สมบูรณ์แบบ และดีกว่ากัน   อยูที่ความแม่นยำและความแน่นอนของไครจะมากกว่ากัน  เป็นประสบการณ์ตรงล้วนๆๆครับ ยูที่ตาตุ่ม  เป็นช่วงๆๆ   ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า"ความจำเป็นต่อรูปแบบการขับขี่ของคุณแค่ไหน

" ABS จะช่วยในวินาทีฉุกเฉิน เมื่อมีความผิดพลาดจนล้อล็อค ไม่ว่าจะเป็นเพราะทักษะไม่ดี
เหตุสุดวิสัย  หรือแม้แต่สิ่งที่ ... มองไม่เห็น   กลั่นแกล้งก็ตาม   การที่คุณไม่ต้องบาดเจ็บ
ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากความผิดพลาดนั้น รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน   เมื่อเทียบกับตัวเรา
ถ้าเกิดล้มบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรืออาจ ... บาดเจ็บ   ไม่ว่าเรา หรือ ผู้อื่นที่เป็นผลมาจากเรา 
ยิ่งถ้าถึง........ สาหัส มาก น้อย  แค่นี้ก็ประเมินค่าไม่ได้แล้ว 






*** ระวังกันครับ  ขับขี่ปลอดภัย  ไม่ประมาทดีที่สุด ครับ ***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/12/14 @08:27:46 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
*** ระวังกันครับ  ขับขี่ปลอดภัย  ไม่ประมาท...ดีที่สุด  ประเมินการขับขี่ ความเสี่ยง....หลีกเลี่ยง
ปรับรูปแบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ซึ่งหน้า   ยิ่งสร้างกฏความปลอดภัยเฉพาะตนได้มากเท่าไหร่  
ยิ่งเป็นเครื่องมือที่ดี...และสมบูรณ์แบบกว่า...ตัวช่วย  เครื่องจักร กล ไหนๆๆ  แน่นอนครับ
***

ประสิทธิภาพของผู้ขับขี่แสดงถึงทักษะการรับรู้ในการขับและความชำนาญของผู้ขับขี่นั้นๆ (สิ่งที่ผู้ขับขี่สามารถทำได้)
ส่วนพฤติกรรมของผู้ขับขี่แสดงถึงสิ่งที่ผู้ขับขี่ได้แสดงออกหรือปฏิบัติจริง ความแตกต่างระหว่างประสิทธิภาพและพฤติกรรม
เป็นแนวคิดสำคัญด้านความปลอดภัยบน ท้องถนน  ผู้ขับขี่จะเลือกตัดสินใจในระดับความยากง่ายเอง เช่น เลือกขับเร็วขึ้น
ขับแทรกไปในการจราจรที่หนาแน่น หรือขับตัดหน้ารถคันอื่น ซึ่งผู้ขับขี่แต่ละคนจะเป็นคนเลือกระดับความเสี่ยงเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนขับขี่รถจักรยานยนต์เชื่อว่าพวกเขานั้นขับเก่งกว่าผู้ อื่น โดยเฉพาะวัยรุ่นชายในประเทศไทย ที่คิดว่าตัวเอง
มีความเสี่ยงทางอุบัติเหตุน้อยกว่าคนอื่น ในทางกลับกันประสบการณ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนทัศนะผู้ขับขี่เหล่านี้ได้ และแนวโน้มความคิด
เช่นนี้ที่ว่าตัวเองมีความปลอดภัยกว่าผู้อื่นทำให้ พฤติกรรมของผู้ขับขี่มีความรอบคอบน้อยลง

ความเชื่อของผู้ขับขี่วัยรุ่นทั้งหลายทำให้เกิดประเด็นสำคัญ 2ประเด็นเพื่อให้ผู้ขับขี่แต่ละรายได้นำไปพิจารณา

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อื่นๆที่ร่วมทางกับคุณส่วนใหญ่ก็คิดว่าพวกเขาขับเก่ง  ขับดีกว่าคนอื่น  
เป็นไปได้ว่าการประเมินความปลอดภัยและทักษะการขับตนเองนั้น อาจเขวหรือเข้าข้างตัวเองเสียมากกว่าและเช่นเดียวกันกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ
เพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เปลี่ยนพฤติกรรม  เราควรศึกษาและมององค์ประกอบหลายอย่างที่มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุ
เช่นดังต่อไปนี้

“เราขับรถเช่นเดียวกับเราใช้ชีวิต” ถ้าหากคุณใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง อดทน และใส่ใจกับคนรอบข้าง แล้วการขับขี่รถของคุณก็จะเป็น
เช่นเดียวกันกับที่คุณใช้ชีวิต แต่หากการใช้ชีวิตของคนตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้นแล้วแน่นอนว่าการขับ   รถของคุณก็จะมีลักษณะ
ที่ตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน ขับขี่ด้วยความก้าวร้าว เย่อหยิ่ง และมีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะเป็นผลให้คุณมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงตามมา
ความสุขุมรอบคอบและความฉลาด - เมื่อเปรียบเทียบผู้ขับขี่ที่มีความปลอดภัยกับผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงทาง อุบัติเหตุที่สูง จะเห็นว่าผู้ขับรถ
ที่มีความเสี่ยงทางอุบัติเหตุสูงจะมีความสุขุมรอบคอบและ ความฉลาดน้อยกว่า แสดงออกในทางลบ ขัดต่อกฎหมายและสังคม เข้ากับสังคมไม่ได้
ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย- ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ดีนั้นจะปฏิบัติตามกฎจราจรและควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้โดยไม่ต้องให้ตำรวจหรือกฎหมายมาคอยบังคับ ทั้งหลายนี้คือ ความรับผิดชอบของบุคคลเมื่อขับขี่   และเป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรต้องเรียนรู้

การแสวงหาความสุขและความตื่นเต้น-สิ่งที่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้:
o   การแข่งขัน
o   ความเชื่อมั่นในอำนาจและการควบคุมอำนาจ
o   การแสวงหาความสุขเพื่อผลประโชน์ส่วนตัว

////  มีสติ  ไม่ประมาท  อย่าเล่นกับความปลอดภัย  สี่เท้ายังรู้พลาด  นักปราชญ์  ยังรู้พลั้ง /////

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

chanyut machan

  • มอไซด์ 100 CC.
  • **
  • กระทู้: 71
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 1
  • อย่าคิดว่าไกล ถ้ายังไปไม่ถึง CVT 871
ขอบคุณครับ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
10. ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง   

 
Example การใช้  Engine Brake
 






**** เป็นพื้นฐานที่จำเป็นมาก สำหรับ  BigBike  การใช้   Engine Brake   ให้ถูกต้องและเหมาะสม

****   จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ  **** 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/12/14 @08:33:36 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ


การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง 

" ใช้เกียร์ต่ำลงทีละ Step เพื่อช่วยเบรค ให้เครื่องหน่วง หน่วงมาก หน่วงน้อย อยู่ที่การใช้เกียร์ ไล่ Step  คันเร่ง คลัทซ์  วิธีนี้มีประโยชน์มากหากคุณขับรถเร็ว

 เพราะบางที เบรคอย่างเดียวเลยมันไม่พอ ต้องใช้เกียร์ช่วย "

" การใช้เอนจิ้นเบรค ปลอดภัยกว่าการใส่เกียร์ว่าง หรือเปลี่ยนเกียร์ลงแต่กำคลัชท์แล้วปล่อยให้รถไหล ครับ  "
 ***   ในสภาพเครื่องยนต์ได้รับการบำรุงรักษาปกติ  การใช้เอนจิ้นเบรค  ไม่ได้ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์และเกียร์มากมายอย่างที่คิด 
 มันเหมือนเป็นช่วงที่เค้นสมรรถนะของมันให้ออกมาเต็มที่นั่นเอง   แต่ความสึกหรอ โซ่ สเตอร์
 ***   ส่วนการสึกหรอ  ส่งผล มากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ Engine break   
 สาเหตุที่เสียหายน่าจะมาจาก การกระแทกเกียร์ลงจากเกียร์สูง ลงเกียร์ต่ำมาก   เช่น   6 โดดลงมา 3 หรือ  2  1
เปลี่ยนเกียร์  ไม่เหมาะสมกับความเร็วและรอบ  ไม่ไล่เกียร์ลง  ทีละ  1 Step  นั่นแหละ
 ที่จะทำให้มันสึกหรอเร็วกว่าปกติ   เกิดการกระชาก  อย่างรุนแรง ถึงเสียหายต่อชุดเกียร์และระบบส่งกำลังได้
***  แต่เหล่านี้ แลกมาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ก็น่าจะเหมาะสมนะครับ    ***
***  พยายามมองกระจกหลังบ่อยๆๆ  มีเหตุการณ์ข้างหน้าจะได้มีช่องทางหลบหลีก  ***

 
 **** ส่วนกรณีเบรคฉุกเฉินนั้น  เบรคลูกเดียวครับ เอนจิ้นเบรค อาจไม่ทันได้คิดถึงอินจิ้นเบรค  มีช่วงระยะเวลาและระยะห่างของรถ  ไม่พอที่จะใช้ E.B.  เอนจิ้นเบรค    [/color]


****  เมื่อไหร่ที่เครื่องหน่วง นั่นละครับ เอนจิ้นเบรค  E.B. ทำงานแล้วครับ  มาหน่วงให้รถช้าลง ในแต่ละเกียร์  ต้องคอยสังเกตอาการของรถและเครื่อง หน่วงมากไปก็ไม่ดี  หน่วงน้อยไปก็ไม่เห็นผล ช่วงรอยต่อ เปลี่ยนเกียร์ สำคัญมาก นุ่มนวล ไม่กระชาก ฝึกเลี้ยงคลัทซ์  คลอคันเร่ง   ต้องฝึกฝนจนชำนาญ   ถ้าไปเจอเหตุการณ์ที่คิดว่าเบรคเอาไม่อยู่  การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่   . . . ฟันธง !!!!
 
 **** ถ้าคุณสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จะช่วยในเรื่องความปลอดภัย อย่างมาก ในเรื่องการชลอรถ    การเบรค   การหยุดรถ  ควบคุมรถในในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด    รวมทั้งการเตรียมตัว แต่งความเร็วที่เหมาะสมให้เสร็จก่อนที่เข้าโค้ง   " เข้าให้ช้า  ออกให้ไว " ถ้าใช้เบรคอย่างเดียว  มีโอาสเหวอ... ถ้าคุณลดความเร็วลง...  ยังไม่พร้อมที่จะเข้าโค้ง   

**** หรือเจอถนน เปียก ลื่น มี ทราย ฝุ่น  การใช้เบรคอย่างเดียว อาจเกิดอาการเบรคทื่อๆๆ หน้าทิ่ม   หรือ อยู่ที่การใช้เบรค หน้า หลัง ซึ่งควรใช้เบรคให้น้อยที่สุด  ให้ดีพอกับสถานการณ์

****   จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ  **** 

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
 การจะใช้ Engine Breake ได้ดี มีประสิททธิภาพ ก็อยู่ที่การประเมินการขับขี่ เพื่อให้มีเวลาที่จะเลือกใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ ณ.ช่วงเวลานั้นๆๆ

สำคัญมาก ความปลอดภัย การใช้ความเร็ว ที่เหมาะสม  จังหวะ การขับขี่

อยู่ที่การประเมินคาดการณ์  สถานการณ์  ข้างหน้า  มองให้ไกล  และมีเวลาที่เรา มีสติ

จะตัดสินใจ ใช้อะไร รับสถานการณ์ ที่ จะเกิด ขึ้นข้างหน้า แล้วแต่สถานการณ์

ซื่ง ดีกว่า วิ่งเข้าไปแล้วไม่ทันตั้งตัว   เอา....อยู่   ไม่...อยู่  ก็ว่ากันไป ไครจะใช้ ...

เบรค เพื่อหยุดรถในกรณีฉุกเฉินได้ดีกว่ากัน   หรืออาจจะ.......ไม่ทัน......ได้เบรคเลย


***   ไม่ชัวร์  50-50  อย่าเสี่ยง  หรือวัดดวง  .... อาจดวง.... ***

 
***  ส่วนใหญ่  รถยนต์ รถ ใหญ่  คนเดินถนนทั่วไป  จะประเมินคาดการณ์ ความเร็วในการวิ่งมาถึงตัวของรถ BigBike 

ต่ำกว่าความเป็นจริง  ถ้าเทียบรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปกับรถBigBike    เพราะความเร็วในการเข้าถึง...จะเร็วกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปมาก

ซึ่ง BigBike ที่เกิดเหตุส่วนใหญ่   คู่กรณี  จะมองว่ามีระยะเวลาพอ... ก่อนที่รถ BB จะมาถึง ... แต่คิดผิด...ซะส่วนใหญ่

เพราะการมองระยะไกลๆๆ บางทีก็แยกไม่ออกว่า   BigBike  หรือรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดกลับรถ  U-turn   ทางแยกต่างๆๆ  ถนนซอยหรือที่เป็นเขตชุมชน   *** 


 :10: *** เข้าเขต....เสี่ยง ปรับ Mode  การขับขี่  ระมัด  ระวังให้มากขึ้น ประเมินการขับขี่ทั้งเราและผู้อื่นรอบตัว

 ปลอดภัยต่อตัวเราและผู้ร่วมถนน
  ***

 






การขับขี่ สองล้อ   มีความเสี่ยง  เนื้อหุ้มเหล็ก   คนรอบตัว  ใกล้ชิด  คนข้างหลังจะห่วงมากกว่าปกติ

เราต้องปฎิบัติตัว.....ให้ปลอดภัย  ไม่เสี่ยง ......เพื่อที่จะ  กลับไปหาคน .... ที่รอเราอยู่







 :151:   :151:    :151:  :125:   :kiss:    :125:

/// การประเมินขับขี่ ... ถนน 3 เลน ///
http://www.clubversysthailand.com/()/3-10492/

ทุกท่าน มีเทคนิคขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุครับ
 
สวมหมวก เสื้อเกราะ ถุงมือให้ครบ ศึกษาการขับขี่จากผู้รู้  ใช้ความเร็วไม่มากในเขตเมืองหรือตามที่กฏหมายกำหนด  ถ้าต้องแซงมั่นใจก่อนว่าไม่มีรถสวน  ที่สำคัญ

"รถร้อนได้ ใจคนอย่าร้อน
 รถเร็วได้ ใจคนอย่าเร็ว
 รถพังได้ คนอย่าพัง
 เพราะรถซ่อมได้ คนซ่อมไม่ได้"

" การขับขี่รถทุกประเภทในประเทศไทยคงใช้คำนี้ครับ โง่ เซ่อ เน่า ครับ   ไม่ได้แรงนะครับแค่เอาความจิงมาเล่าให้ฟัง    "

" ขับรถอย่าเดา ไม่ชัวช้าไว้ก่อนครับ  สติสำคัญที่สุดครับ เครื่องป้องกันไหนๆก็ไม่ช่วยครับ ถ้าไม่มีสติ ครับ "


" ไม่ขับเร็ว..ไม่จี้ตูด..สุดท้าย..ไม่ประมาทครับ.เมาไม่ขับนั่งแท๊กซี่กลับเอา "


"  นึกไว้เสมอว่า
1. ต้องไม่ให้ล้ม นึกในใจไว้ ขับอย่างช้า แต่ ต้องไม่ช้าเกินไป
2. ต้องระวัง คันข้างๆๆ ใครเร็วก็ให้เขาไป
3. ต้องใช้สติกในการขับ มองหน้า ข้าง กระจก
4. ก่อนออกรถ หันหลังมองขวา ทุกครั้ง
5. อุปกรณ์ พื้นฐาน หมวก ชุด ต้องให้พร้อม
6. มั่นดูรถว่า มีอะไรที่ต้องบำรุงรักษา หรือไม่ รีบทำเมื่อพบ อย่าเลื่อน เพราะอาจจะไม่ทัน

ประมาณนี้ครับ  "


" อีกอย่างก่อนออกบ้าน อย่าลืมใส่เต็มยศ แต่งตัวเหมือนจะไปรบครับ ...กันไว้ก่อน "


" มองไกลๆครับ ช้าๆ ถ้าชัวร์ค่อยบิด เดาทางรถคันหน้าและคันถัดไป และถัดไป "


" ในแง่ของเทคนิค ก็อยู่ที่การพัฒนาทักษะ การคุม การเข้าใจรถ ประกอบกัน
หมั่นใช้รถบ่อยๆ ออกทริปบ่อยๆ ประสบการณ์จะ ทำให้เราแกร่งขึ้น
กฎจราจร อย่าเสี่ยงในจุดที่ไปจำเป็นอย่างช่องแคบ หรือจุดอันตราย สมาธิ การมองไกล และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดข้างหน้า "


"  รู้จักตัวเอง รู้จักรถตัวเอง อ่านเกมบนท้องถนนให้ขาด = ไม่ประมาทนั้นเอง  "

 ยิ่งได้ใช้ควบคู่....การประเมินการขับขี่่ .... เพื่อ..ความปลอดภัย..ของตัวเราเอง

 
" มองไกลๆครับ ช้าๆ ถ้าชัวร์ค่อยบิด เดาทางรถคันหน้าและคันถัดไป และถัดๆๆไป "


" ในแง่ของเทคนิค ก็อยู่ที่การพัฒนาทักษะ การคุม การเข้าใจรถ ประกอบกัน
หมั่นใช้รถบ่อยๆ ออกทริปบ่อยๆ ประสบการณ์จะ ทำให้เราแกร่งขึ้น
กฎจราจร อย่าเสี่ยงในจุดที่ไปจำเป็นอย่างช่องแคบ หรือจุดอันตราย สมาธิ การมองไกล และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดข้างหน้า
"


"  รู้จักตัวเอง รู้จักรถตัวเอง อ่าน...บนท้องถนนให้ขาด = ไม่ประมาทนั้นเอง  "

 
การปรับเปลี่ยนวิธีการขับ โดยใช้ " S.E.E "    เป็นข้อปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ

/////////   การค้นหา(Search)
///////////////     การประเมิน(Evaluate)
/////////////////////     ปฎิบัติ(Execute)


 Search

* มองกวาดทั่วๆรอบๆ มองให้ไกล เลยคันหน้า..ถัดไป ..ถัดไป .. ไม่เพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มองไปมาตลอด
* สำรวจรอบๆ  ทั้งสองด้าน   ด้านหลัง หมั่นมองกระจกข้าง   ทั้งสองข้าง เช็ครอบๆๆตัว
*  คอยดูตำแหน่งรถ รถข้างๆๆ  และการจราจรรอบตัว สภาพถนนที่น่าจะเกิดอันตราย  คาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น
*  จุดสำคัญที่ต้องเลี่ยงอันตรายและช่องทางในการหลบหลีกหรือเลี่ยง
Evaluate
* ดูว่ารอบตัวมีอะไรที่อาจจะเป็นภัยต่อเรา  บริเวณที่มี ความเสี่ยงสูง 
* ถนนและลักษณะของพื้นผิวของถนน  มัน เงา ด้าน ลื่น เส้นแบ่งถนน นูน ฝาท่อ ต่างๆ  ทราย คนข้าม ถนน หมา แมว
* รถตู้ รถเมล์ แว๊นซ์อื่นๆ รถยนต์ทั่วไป ท่าทีแต่ละคัน ตั้งท่าออก เปลี่ยนเลน ยังไง ให้คาดสถานการณ์ ล่วงหน้า  เขตชุมชน
* จุดกลับรถ การกลับรถกะทันหันเป็นจุดสำคัญที่อันตรายมากที่สุด   

Execute
* หลบเลี่ยงจุดที่อาจจะเกิดอันตราย ทางร่วมทางแยก จุดกลับรถ  ปรับตำแหน่ง และ/ หรือทิศทาง 
*  คาดการณ์ถึงปัญหาที่น่าจะเกิดอันตราย 
* รถตั้งท่าจะเบี่ยง ก็เบรค หรือ ชะลอ แล้วหาทางหลบไปอีกทาง
* น้องหมาทำหน้างงๆ ก็ผ่อนซักนิด บีบแตรเตือนซักหน่อย
* รถตู้ เข้า-ออกป้าย ก็หลบๆซะนิด
 

นอกจากนั้นก็
* สติ - ถ้าเป็นพวกขี่แล้วเหม่อ ก็ปรับตัวเอง  สติ  จดจ่อกับการจราจรรอบตัวข้างต้น   
* ทักษะ - ฝึกเท่านั้น ระมัดระวัง     ไม่ประมาท
* ความพร้อมที่จะล้ม (เครื่องป้องกัน ) "

 ****** ลดอันตรายและความรุนแรงของอุบัติเหตุให้น้อยลง  โดยใช้ " S.E.E "    มาช่วยในการวิเคราะห์ คาดการณ์ ดูว่า อะไรเกิดขึ้น เลือกตำแหน่ง ช่องเดินรถ ช่วยการมองเห็น  ลดความเร็วลงเมื่อถึงจุดเสี่ยง  จุดอันตราย    ทางสี่แยก ( จุดบอด )


/// การประเมินขับขี่ ... ถนน 3 เลน ///
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=56843.0


สำคัญมาก ความปลอดภัย การใช้ความเร็ว ที่เหมาะสม  จังหวะ การขับขี่

อยู่ที่การประเมินคาดการณ์  สถานการณ์  ข้างหน้า  มองให้ไกล  และมีเวลาที่เรา มีสติ

จะตัดสินใจ ใช้อะไร รับสถานการณ์ ที่ จะเกิด ขึ้นข้างหน้า แล้วแต่สถานการณ์

ซื่ง ดีกว่า วิ่งเข้าไปแล้วไม่ทันตั้งตัว   เอา....อยู่   ไม่...อยู่  ก็ว่ากันไป ไครจะใช้ ...

เบรค เพื่อหยุดรถในกรณีฉุกเฉินได้ดีกว่ากัน   หรืออาจจะ.......ไม่ทัน......ได้เบรคเลย


***  ไม่ชัวร์  50-50  อย่าเสี่ยง  หรือวัดดวง  .... อาจดวง.... ***

 
***  ส่วนใหญ่  รถยนต์ รถ ใหญ่  คนเดินถนนทั่วไป  จะประเมินคาดการณ์ ความเร็วในการวิ่งมาถึงตัวของรถ BigBike 

ต่ำกว่าความเป็นจริง  ถ้าเทียบรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปกับรถBigBike    เพราะความเร็วในการเข้าถึง...จะเร็วกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปมาก

ซึ่ง BigBike ที่เกิดเหตุส่วนใหญ่   คู่กรณี  จะมองว่ามีระยะเวลาพอ... ก่อนที่รถ BB จะมาถึง ... แต่คิดผิด...ซะส่วนใหญ่


เพราะการมองระยะไกลๆๆ บางทีก็แยกไม่ออกว่า   BigBike  หรือรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดกลับรถ  U-turn   ทางแยกต่างๆๆ  ถนนซอยหรือที่เป็นเขตชุมชน   
*** 


 แนะนำ *** เข้าเขต....เสี่ยง ปรับ Mode  การขับขี่  ระมัด  ระวังให้มากขึ้น ประเมินการขับขี่ทั้งเราและผู้อื่นรอบตัว  ปลอดภัยต่อตัวเราและผู้ร่วมถนน   ***


 
/// การประเมินขับขี่ ... ถนน 3 เลน ///
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=56843.0


 :-\   //////   เพราะ  2  ล้อ เนื้อหุ้มเหล็ก   ยังไงก็เสี่ยง  ประเมินความเสี่ยง  หามาตรการลดความเสี่ยงให้ตนเอง  เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง   +++

ถ้าศึกษา  แล้วสามารถสร้างกฎความปลอดภัย  ให้กับตัวเอง ได้จะยิ่งดี  เพราะ ความสามารถ  ขีดจำกัด ต่างๆๆๆ   ตนเอง   รู้ดี่ที่สุด  จุดเด่น  จุดด้อย

พื้นฐาน ทักษะ การขับขี่ ยิ่ง BigBike สำคัญมาก การใช้เบรค การใช้คันเร่ง  การประเมินสถานการณ์ขับขี่    รวมทั้งสมรรถนะความสมบูรณ์ของรถ

การขับขี่ในแต่ละสถานการณ์   การประเมิน  ทั้งรถ ทั้งคน  จะบอกคุณเอง 

" สำคัญมาก คือเลี่ยงจุดบอด  จุดอับสายตา ยิ่งขับเร็วๆๆ เท่าไหร่ ยิ่งอันตรายๆๆมากๆๆ ถ้าคุณมองไม่เห็นเหตุการณ์ข้างหน้าและรอบตัว "




///  บทสรุป คร่าวๆๆ  [/color]


ความผิดพลาดของผู้ขับขี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุของรถ จักรยานยนต์ในประเทศไทย  ไม่ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเฉพาะกับตนเองหรือเกิดร่วมกับผู้อื่น แต่ผู้ขับขี่เหมือนจะเป็นสาเหตุหลัก  และไม่มีวิธีการแก้ไขใดๆหากไม่ทำความเข้าใจและสื่อสารกับผู้ขับขี่รถ จักรยานยนต์เหล่านี้โดยตรง  เพราะว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเริ่มขับรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ อายุยังน้อย (บางคนอายุแค่ 13 ปีก็ขับแล้ว) และหลายคนก็ไม่ได้รับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นและการศึกษาเรื่องการขับ ขี่จึงจำเป็นสำหรับคนเหล่านี้

อุบติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์หลายครั้งเกิดจากผู้ขับขี่ที่ไม่รู้ว่า พวกเขาฝ่าฝืนกฎจราจรและไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ตนกระทำอยู่นั้น (การขับขี่) มีความเสี่ยงอันจะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ  ฉะนั้นแล้วความรู้เบื้องต้นด้านความปลอดภัยจึงจำเป็นอย่างเห็นได้ชัด  เทคนิคการขับขี่เชิงป้องกันอุบัติเหตุสำหรับรถจักรยานยนต์ก็มีอยู่เช่นเดียว กันกับรถยนต์และรถบรรทุก  โดยวัตถุประสงค์ของการเรียนคอร์สหรือหลักสูตรนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็น วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง  กลยุทธ์ต่างๆ และเทคนิคที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรรู้สำหรับผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ อยู่แล้ว

ลองพิจารณากันดูครับ กับรายละเอียดแต่ละบท....ตามลิงค์

หลักสูตรการขับขี่รถจักยานยนต์ โรงเรียนสอบขับรถ เซฟ ไดรฟเวอร์ เอดูเคชั่น
http://www.safedriver.co.th/-1-.html

บทเรียนหรือหลักสูตรดังกล่าวประกอบด้วยบทเรียนย่อย 6 บท ดังต่อไปนี้

บทที่ 1 การเข้าใจความเสี่ยง
บทที่ 2 การจัดการความเสี่ยง
บทที่ 3 ความพร้อมในการขับขี่
บทที่ 4 การขับขี่รถจักรยานยนต์
บทที่ 5 การลดความเสี่ยง
บทที่ 6 การปรับพฤติกรรมผู้ขับขี่

คอร์สที่กล่าวมาข้างต้นนี้เน้นให้ทราบถึงอันตรายเนื่องจากการขับขี่เมื่อ สมรรถนะทางร่างกายไม่พร้อมอันนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง   โดยแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่การบังคับด้วยกฎหมายคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ สมรรถภาพด้านร่างกายลดลงเมื่อขับขี่ในประเทศไทย แต่ที่จริงมีมากกว่านั้น

การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทัศนะคติและให้ความรู้หรือข้อมูล นอกเหนือจากประสบการณ์จริง การขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่นั้นศึกษาจากประสบการณ์ตรงแต่เรื่องความ ปลอดภัยนั้นจะต้องถ่ายทอดด้วยทางอ้อม โดยไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง เพื่อให้เกิดประสบการณ์แก่ตัวเอง
หลักสูตรนี้ได้อ้างถึงอันตราย ความเสี่ยงที่เกิดจากการขับขี่  การดื่มเหล้าขณะขับมอเตอร์ไซด์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องออกกฎหมายควบคุม แต่ก็ไม่ได้มีเพียงแค่สาเหตุเดียว ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือผลกระทบที่เกิดจากลักษณะอุบัติเหตุในประเทศไทย

การศึกษาก็มีส่วนช่วยโดยจะมีอิทธิพลต่อทัศนะคติ  และเปลี่ยนความรู้ที่ไม่ได้รับจากประสบการณ์โดยตรง  ทักษะส่วนมากได้มาจากประสบการณ์โดยตรง ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะผลตอบกลับมาโดยตรงนั้น มันมีค่ามากสำหรับชีวิต


บทที่ 6 การปรับพฤติกรรมผู้ขับขี่


ประสิทธิภาพของผู้ขับขี่แสดงถึงทักษะการรับรู้ในการขับและความชำนาญของ ผู้ขับขี่นั้นๆ (สิ่งที่ผู้ขับขี่สามารถทำได้) ส่วนพฤติกรรมของผู้ขับขี่แสดงถึงสิ่งที่ผู้ขับขี่ได้แสดงออกหรือปฏิบัติจริง ความแตกต่างระหว่างประสิทธิภาพและพฤติกรรมเป็นแนวคิดสำคัญด้านความปลอดภัยบน ท้องถนน  ผู้ขับขี่จะเลือกตัดสินใจในระดับความยากง่ายเอง เช่น เลือกขับเร็วขึ้น ขับแทรกไปในการจราจรที่หนาแน่น หรือขับตัดหน้ารถคันอื่น ซึ่งผู้ขับขี่แต่ละคนจะเป็นคนเลือกระดับความเสี่ยงเอง

โดยส่วนใหญ่แล้วคนขับขี่รถจักรยานยนต์เชื่อว่าพวกเขานั้นขับเก่งกว่าผู้ อื่น โดยเฉพาะวัยรุ่นชายในประเทศไทย ที่คิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงทางอุบัติเหตุน้อยกว่าคนอื่น ในทางกลับกันประสบการณ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนทัศนะผู้ขับขี่เหล่านี้ได้ และแนวโน้มความคิดเช่นนี้ที่ว่าตัวเองมีความปลอดภัยกว่าผู้อื่นทำให้ พฤติกรรมของผู้ขับขี่มีความรอบคอบน้อยลง
ความเชื่อของผู้ขับขี่วัยรุ่นทั้งหลายทำให้เกิดประเด็นสำคัญ 2ประเด็นเพื่อให้ผู้ขับขี่แต่ละรายได้นำไปพิจารณา

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อื่นๆที่ร่วมทางกับคุณส่วนใหญ่ก็คิดว่าพวกเขาขับเก่งขับดีกว่าคนอื่น
เป็นไปได้ว่าการประเมินความปลอดภัยและทักษะการขับตนเองนั้น อาจเขวหรือเข้าข้างตัวเองเสียมากกว่าและเช่นเดียวกันกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ
เพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เปลี่ยนพฤติกรรม  เราควรศึกษาและมององค์ประกอบหลายอย่างที่มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่นดังต่อไปนี้

“เราขับรถเช่นเดียวกับเราใช้ชีวิต” ถ้าหากคุณใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง อดทน และใส่ใจกับคนรอบข้าง แล้วการขับขี่รถของคุณก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับที่คุณใช้ชีวิต แต่หากการใช้ชีวิตของคนตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้นแล้วแน่นอนว่าการขับ รถของคุณก็จะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน ขับขี่ด้วยความก้าวร้าว เย่อหยิ่ง และมีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะเป็นผลให้คุณมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงตามมา
ความสุขุมรอบคอบและความฉลาด- เมื่อเปรียบเทียบผู้ขับขี่ที่มีความปลอดภัยกับผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงทาง อุบัติเหตุที่สูง จะเห็นว่าผู้ขับรถที่มีความเสี่ยงทางอุบัติเหตุสูงจะมีความสุขุมรอบคอบและ ความฉลาดน้อยกว่า แสดงออกในทางลบ ขัดต่อกฎหมายและสังคม เข้ากับสังคมไม่ได้
ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย- ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ดีนั้นจะปฏิบัติตามกฎจราจรและควบคุมพฤติกรรมของตน เองได้โดยไม่ต้องให้ตำรวจหรือกฎหมายมาคอยบังคับ ทั้งหลายนี้คือ ความรับผิดชอบของบุคคลเมื่อขับขี่ และเป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรต้องเรียนรู้

การแสวงหาความสุขและความตื่นเต้น-สิ่งที่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้:
o   การแข่งขัน
o   ความเชื่อมั่นในอำนาจและการควบคุมอำนาจ
o   การแสวงหาความสุขเพื่อผลประโชน์ส่วนตัว

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจะมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่รถ จักรยานยนต์ที่เป็นวัยรุ่นชาย ซึ่งผู้ขับขี่เหล่านี้จะชอบโชว์และอวด เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้หญิง เพื่อสร้างความตื่นเต้นและแสดงความกล้า

การฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายด้วยรถจักรยานยนต์นั้นเป็นวิธีหรือสิ่งที่ไม่น่ายินดีสรรเสิญใน การทำลายตัวเอง  ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการประมาณการร้อยละของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ โดยรถจักรยานยนต์ที่มาจากการฆ่าตัวตาย แต่สถิตินี้ควรเป็นข้อมูลเพื่อนำมาพิจารณาและศึกษา
ความเร็วและความเสี่ยงในการชน-หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุต่อการ เลือกใช้ความเร็วที่ไม่เหมาะสมคือการคาดการณ์สถานการณ์ต่ำเกินไปซึ่งอาจทำ ให้ผู้ขับเสียชีวิตได้  ความเร็วที่ผู้ขับขี่เลือกใช้นั้นขึ้นอยู่กับความพอใจมากกว่าประโยชน์ที่จะ ได้รับทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลา  อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ความเร็วนั้นมีผลต่อความเสี่ยงในการชน การบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นอย่างมาก
ลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยคือการมี วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญของการเกรงใจผู้อื่น  ฉะนั้นแล้ววัฒนธรรมตรงนี้ควรจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รถ จักรยานยนต์ในประเทศไทยลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุอันจะนำการบาดเจ็บหรือสูญ เสียให้เกิดกับบุคคลอื่น และสิ่งนี้เองที่จะเป็นจุดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัยรุ่นทั้งหลายควบคุม ตนเองได้ ควรมีความเมตตาเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าการที่จะถือเอาประโยชน์ของตนเป็นหลัก หรือความเห็นแก่ตัว

คงเป็นการลำบากมากที่จะทำให้คนขับขี่รถจักรยานยนต์วัยรุ่นทั้งหลายไม่ เลียนแบบหรือชื่นชมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อื่นๆที่ขับขี่รถด้วยความเสี่ยง ต่ออุบัติเหตุหรือท้าทายกฎหมาย  ควรเน้นตรงที่ว่าทำไมควรต้องขับรถแบบนี้และผลที่เกิดตามมาอาจปลอดภัยกว่า  อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนนี้ว่าปัญหาการเกิดอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์นั้น เกิดจากผู้ขับขี่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกแต่ก็ยังฝืนทำ มากกว่าเกิดจากคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

รูปแบบชีวิตที่เสี่ยง

ท่ามกลางผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งหลายยังมีผู้ขับขี่กลุ่มหนึ่งที่ เจตนาเอาตัวเองเข้าเสี่ยงต่ออุบัติเหตุเมื่อขับขี่รถ โดยมีผลทำให้เกิดอุบัติเหตุและการฝ่าฝืนกฎจราจร  พฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่กิดขึ้นบนท้องถนนเท่านั้นแต่ยังเกิด ขึ้นกับรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขาด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพย์ติด ดื่มแอลกอฮอล์และก่ออาชญากรรม  การแสดงออกอันแสดงถึงการเข้าสังคมไม่ได้และพฤติกรรมที่มีเสี่ยงอาจเกิดจาก บุคลิกลักษณะส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อม

คำว่าความเสี่ยงครอบคลุมทั้ง 2 อย่างคือ เสี่ยงโดยที่ผู้ขับรี่รับรู้ด้วยตนเองและเสี่ยงโดยสภาพแวดล้อม
ผู้ ขับขี่รถจักรยานยนต์นั้นมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุและบาดเจ็บมากกว่าเพราะ ลักษณะของการขับรถจักรยานยนต์เองและสภาพของยานพาหนะ  โดยรถจักรยานยนต์จะปกป้องผู้ขับขี่ได้น้อยมากหากเกิดอุบัติเหตุ และแถมยังมีการโดยสารคนอื่นด้วย เช่นเพื่อน เด็กและผู้โดยสาร


ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์นั้นต้องเผชิญความกดดันรอบข้าง มีหลักฐานแสดงให้เห้นว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัยรุ่นบางคน-คนที่มี พฤติกรรมการขับที่มีความเสี่ยงสูง และเห็นความท้าทายที่แสดงออกโดยบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ควรทำตาม สิ่งเหล่านี้เมื่อบวกกับสถานภาพทางสังคมและความกดดันจากรอบข้างแล้วจะเป็น การเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นในกลุ่มนั้นไปมีอิทธิพลทั้งบวกและลบกับผู้ขับขี่ วัยรุ่นเหล่านั้น

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยทั่วไปแล้วจะสามารถแยกแยะระยะอันตรายได้น้อย มองเห็นความเสี่ยงได้น้อยในสภาพต่างๆ และเหมือนว่าเขาเหล่านี้จะขัดแย้งกับผู้ขับขี่คนอื่นและคนขับรถคันอื่น เช่น ขับปาดหน้าในระยะใกล้และแทรกในช่องว่างแคบๆเมื่อเข้าร่วมการจราจร

การเรียนขับรถเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้วิธีในการสร้างสัมพันธ์กับบุคคล อื่นบนถนน  แต่มากกว่าเทคนิคเบื้องต้นในการเข้าสังคมร่วมกับผู้ขับขี่คนอื่นแล้ว ยังมีมิติด้านการสื่อสาร เช่น รู้ว่าจะต้องทำอะไร และจะสื่อสารเมื่อไหร่อย่างไร และแปลความหมายของข้อความหรือข้อมูลที่รับมาจากคนอื่น  โดยเครื่องมือในการสื่อสารก็มีตั้งแต่ ไฟเลี้ยว ไฟหน้า ไฟเบรก ไฟส่อง แตรและการสื่อสารทางตาหรือมือ  หรือแม้แต่ท่าทีของรถคันอื่น เช่นการโผล่หัวออกจากที่จอด   การเคลื่อนตัวของรถ  ผู้ขับขี่ที่ดีจะต้องเรียนรู้และแปลข้อมูลจากสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างถูกต้อง เหมาะสม  และวิธีการนำไปใช้กับตัวเขาเอง

การเรียนขับรถจักรยานยนต์ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์หรือหนึ่งแต่เริ่มต้นจาก ภูมิหลังของบุคคลโดยมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่นเรียนจากการเห็นคนอื่นขับ  ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่แล้วมีประสบการณ์ต่างกัน และต้องเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆในสภาพการจราจร  บางคนได้ประสบกรณ์จาการดูหนัง  ความรู้ดังกล่าวนี้สำคัญต่อการพัฒนาการขับขี่ให้ปลอดภัยเพราะจะทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมเหตุการณ์ เช่น “ถนนนี้มีความลื่น ถ้าหากเบรคแรงการเสียการควบคุมได้”
 

****   จง..เรียน เพื่อ..รู้    จงดู  เพื่อทำ  แล้วปฏิบัติ..ให้.....ชำนาญ   และเชี่ยวชาญ  **** 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08/02/14 @17:17:07 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Kem

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 176
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 13
ขอบคุณข้อมูลดีๅครับพี่ดำ...
Versys 650/2013

[email protected]

  • มอไซด์ 650 CC.
  • ****
  • กระทู้: 411
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 3
ขอบคุณครับ
เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง

ด่าง ด่าง

  • มอไซด์ 650 CC.
  • ****
  • กระทู้: 312
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 7
  • ^...ออกไปทำในสิ่งที่รัก กับคนที่ใช่...^
เข้ามาเก็บความรู้....

 ;) ;) ;)
CVT 925

"ความกลัวมีไว้เพื่อเอาตัวรอด ..แต่ความกล้าเท่านั้น ที่มันจะทำให้ชีวิตเราก้าวไปข้างหน้า..."

Tel.087-0987717; 081-3645588