Facebook CVT สำหรับการเชื่อมโยงในทุกมิติ คลิกที่นี่


ผู้เขียน หัวข้อ: /// การเลี้ยวแบบ Counter-Steering พลิกพริ้วได้ง่าย ช่วยในการหลบหลีก///  (อ่าน 5486 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
****  เทคนิค...ที่สำคัญมากๆ ในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ Bigbike  กับหลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering ซึ่งทุกคนควรจะทำเป็น

Counter Steering กับบิ๊กไบค์ จะช่วยในการควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพลิกพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น


*** โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า เจอเหตุการณ์ข้างหน้าแบบทันทีทันใด วิธีนี้จะช่วยได้มาก ในการหลบหลีก และการพลิกพริ้ว หักหลบ ทำได้ง่ายขึ้น

ยิ่งกับ Bigbike cc. สูง มีขนาดใหญ่..และน้ำหนักรถเยอะ




****  ถ้าได้ลองฝึกและทำจนเคยชิน ยิ่งการใช้ความเร็วสูงๆ  การเลี้ยว  การหลบหลีก  การพลิกพริ้ว   และการเข้าโค้ง จะทำได้ง่ายขึ้น  ขับขี่สนุก  ปลอดภัย สั่งได้ดังใจ

จะช่วยในการควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพลิกพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น สำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า เจอเหตุการณ์ข้างหน้าแบบทันทีทันใด 

วิธีนี้จะช่วยได้มากในการหลบหลีก และการพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น  ยิ่งกับ Bigbike cc. สูง ใหญ่..และหนัก.. 

ที่การเลียวในความเร็วสูงๆ  อาจจะควบคุมยากกว่าแบบ Counter-Steering หรืออย่างเช่นการขับรูปแบบ Gymkhana

*****************  ถ้าได้ลอง  แล้วจะติดใจ  จนลืมแบบเดิมๆ  ไปเลย   *********************

เทคนิค...ที่สำคัญมากในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และทุกคนควรจะทำเป็นคือ Counter Steering อ่านแล้วอาจจะงงว่ามันคืออะไรหนอ? ก็คือการเลี้ยวโดยดันแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้ดันแฮนด์ไปทางซ้าย  จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะดันสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับสำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งมือใหม่หรือเก่า   ทุกระดับประสบการณ์  วิธีการที่จะปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น 



วิธีการเลี้ยว นาทีที่ 2.05 โดยดันแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว ช่วยแก้ปัญหาถ้า เจอเหตุการณ์ข้างหน้าแบบทันทีทันใด วิธีนี้จะช่วยได้มากการหลบหลีก และการพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น ยิ่งกับ Bigbike cc. สูง มีขนาดใหญ่..และน้ำหนักรถ





ด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  เอียงตัวช่วย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา  ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น


เลี้ยวด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  โน้มเอียงตัวช่วยเล็กน้อย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา....โน้มเอียงตัว....
ลองทำสลับ...ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  วงเลี้ยว..มากน้อย อยู่ที่เรา...เอียงตัว..และความเร็ว....ที่ใช้
การใช้เอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วยเล็น้อย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ 
ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ง่ายขึ้น Action น้อยกว่าแบบเดิมๆๆ...ลองทำเปรียบเทียบ...กันดูครับ


เลี้ยวด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  โน้มเอียงตัวช่วยเล็กน้อย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา....โน้มเอียงตัว....
ลองทำสลับ...ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  วงเลี้ยว..มากน้อย อยู่ที่เรา...เอียงตัว..และความเร็ว....ที่ใช้
การใช้เอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วยเล็น้อย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ 
ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ง่ายขึ้น Action น้อยกว่าแบบเดิมๆๆ...ลองทำเปรียบเทียบ...กันดูครับ


***  จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาส    มากน้อยก็ไม่เป็นไร เพื่อสร้างความคุ้นเคย....
สักพักจะเริ่มชิน..ไปเองครับ การเลี้ยวและการเข้าโค้ง...จะเป็นเรื่องสนุก...และง่ายขึ้น... 
 
/// ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ  ดูได้ ///

ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ แล้วลองโน้มเอียงตัวไปด้านซ้าย เพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม   ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง.....เล้ยวซ้ายหรือขวา มากน้อย อยู่ที่เราเอียงตัวและขึ้นอยู่กับความเร็ว....ที่ใช้




 :10:  เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน




 
 





ฝึกการใช้ Counter steering ด้วยการดันแฮนด์ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร  สักพักจะเริ่มชินไปเองครับ และการเข้าโค้งจะเป็นเรื่องสนุกและง่ายครับ  การใช้เอียงตัวช่วย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ  ก็ช่วยได้ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ฝึกให้ชำนาญ  ฝึกให้คล่อง  และคุ้นเคยหลักการนี้ จะช่วยได้เยอะสำหรับรถหนักๆๆ เพราะบางทีเลี้ยวแบบหักแฮนด์ธรรมดา รถอาจจะทื่อๆๆ ไม่เลี้ยวตาม ลองพิจารณา...และฝึกฝน...กันดูครับ  

 :-\   :10:  สามารถนำมาปรับใช้กับการเลี้ยวของรถมอไซค์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ ด้วยขนาดที่ใหญ่และน้ำหนักมาก การเลี้ยวด้วยวิธีธรรมดาคงจะไม่ไหวแน่ๆ เราก็ใช้ Counter Steering นี่แหละมาช่วยในการเลี้ยว ใช้แรงน้อยและได้วงเลี้ยวแคบ  การควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น

*** รถใหญ่ ..หนัก.. CC.สูง ไม่ใช่ปัญหา...อีกต่อไป  จะสนุกสนานกับการขับขี่  การควบคุมรถได้...ดีขึ้น ...ง่ายขึ้น  เหนื่อยน้อยลง [/color]
  ***

***   แต่เทคนิคนี้ถือว่าเป็น Advance นะครับคือ...พูดง่าย  เราๆต้องรับรู้และสัมผัสถึงแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางการหมุนของล้อหน้าและหลังได้ระดับหนึ่ง    ไม่งั้น...แล้วอันตรายครับ    *** 



[/b][/color]

















เทคนิคการเลี้ยวโดยใช้วิธี Counter Steering
 


Counter Steering ก็คือการเลี้ยวโดยหักแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้หักแฮนด์ไปทางซ้าย อ่านแล้วคงคิดในใจว่าคนเขียนมันบ้าไปแล้วแน่ จะเป็นไปได้ยังไง จะเลี้ยวไปทางไหนก็ต้องหันแฮนด์ไปทางนั้นสิ ใช่ครับ เลี้ยวทางไหนก็หันแฮนด์ไปทางนั้นแหละ แต่ความจริงคือ จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะหักสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับ ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ แล้วลองเอียงตัวไปด้านซ้ายเพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง




 

จากหลักการณ์นี้สามารถนำมาปรับใช้กับการเลี้ยวของรถมอไซค์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ ด้วยขนาดที่ใหญ่และน้ำหนักมาก การเลี้ยวด้วยวิธีธรรมดาคงจะไม่ไหวแน่ๆ เราก็ใช้ Counter Steering นี่แหละมาช่วยในการเลี้ยว ใช้แรงน้อยและได้วงเลี้ยวแคบ ลองหาลานกล้างๆ ฝึกดูครับ จะช่วยให้การบังคับรถทำได้ง่ายและคล่องตัวขึ้นครับ


Counter Steering ก็คือการเลี้ยวโดยหักแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้หักแฮนด์ไปทางซ้าย อ่านแล้วคงคิดในใจว่าคนเขียนมันบ้าไปแล้วแน่ จะเป็นไปได้ยังไง จะเลี้ยวไปทางไหนก็ต้องหันแฮนด์ไปทางนั้นสิ ใช่ครับ เลี้ยวทางไหนก็หันแฮนด์ไปทางนั้นแหละ แต่ความจริงคือ จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะหักสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับ ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ แล้วลองเอียงตัวไปด้านซ้ายเพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง
 
 



สำหรับรถที่มีน้ำหนักเบาเราอาจจะใช้ Counter steering อยู่แล้วแต่เราใช้น้อยมากจนเราอาจไม่รู้สึกตัว Counter steering ก็จะไม่เห็นผลเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นรถขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก การทำ Counter steering จะเห็นผลได้ชัดเจนครับ
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เพราะ วัตถุทุกอย่างที่หมุนอย่างคงที่ จะพยายามรักษาสภาพของการหมุนเอาไว้เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำกับมัน(moment of inertia)เช่น ลูกข่าง ที่หมุนบนพื้น เราเอานิ้วไปแตะให้มันเซ มันก็จะพยายามกลับมาตั้งตรงอย่างเดิมหรือถ้าเคยเห็น มอเตอร์ไซค์ที่ดีดจากสภาพล้มขึ้นมา แล้วยังวิ่งตรงไป ทั้งที่คนร่วงไปแล้ว
 
 :-[ กับล้อมอเตอร์ไซค์ ก็เหมือนกัน ยิ่งหมุนเร็วขึ้น ความพยายามในการรักษาสภาพของล้อก็จะยิ่งมากขึ้นถ้าเราหักล้อไป"ทางซ้าย" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
1. ล้อหน้าจะพยายามกลับมาสภาพเดิมของมันคือ ดึงกลับมา"ทางขวา"
2. แรงที่ล้อหน้าพยายามดึงกลับมา จะทำให้รถเอียงลง "ทางขวา"
3. จังหวะนั้นเราดึงรถลง "ทางขวา" จะทำให้รถเลี้ยวไปได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมี ล้อที่พยายามกลับมาสู่สภาพเดิม เข้ามาช่วยตอนเราดึงลงรถอีกทีนึง
 
-----------------------------------------------------------------
 
 >:(  ไม่เกี่ยวกับการตีโค้งเวลาเลี้ยวนะครับ
 
ลองง่าย ๆ เลย
 
ตั้งรถอยู่นิ่ง ๆ ตรง ๆ
 
ถ้าเราหักแฮนด์ไปทางซ้าย รถจะล้มมาทางขวา
 
ถ้าเราหักแฮนด์ไปทาขวา รถจะล้มมาทางซ้าย
 
เป็นธรรมชาติของรถ แต่ไม่ใช่ธรรมชาติของคนขี่นะครับ
 
ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ฝึก หรือไม่ตั้งใจทำ จะทำไม่ได้ เพราะมันจะฝืนความรู้สึกการเลี้ยวรถโดยปกติ
 
ผมเคยลองฝึกอยู่พักนึง แต่ในสนามนะครับ พลิกเข้าโค้งได้เร็วก่าเดิมเยอะ
 
เหมือนกับว่า รถมันจะพับเข้าโค้งไปเลย ไวมาก 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 ;) ถ้าอธิบายตามวิธีของผม ก็จะขอพูดแบบนี้ครับ...
โดยปกติล้อเมื่อมีการหมุนมันจะมีแรงคงตัว คือมันจะมีแรงไจโร เพื่อที่จะรักษาทิศทางการหมุนเอาไว้ ถ้ามีแรงมากระทำในทิศทางหนึ่งด้านข้าง 90 องศากับการหมุน
มันก็จะมีแรงต้านพลักมันกลับไปอีกด้านหนึ่ง เทคนิคการคุมรถแบบนี้ก็คือ ถ้าเราจะเอียงรถทางขวาเพื่อเข้าโค้งขวา ก่อนที่เราจะเอียงรถไปทางขวานั้น ก็ให้โยกรถหรือ
หักแฮนด์ส่วนไปด้านซ้ายก่อน (ขึ้นกับความเร็วที่ใช้ ถ้าความเร็วต่ำใช้หักแฮนด์  แต่ถ้าความเร็วสูงก็ใช้โยกรถ) แล้วพอมีแรงต้านที่ล้อเราก็ใช้แรงต้านที่เกิดขึ้นนั้นดึงรถ
กลับมาทางที่เราจะไป จะทำให้เราใช้แรงน้อยลง และมั่นคงขึ้นในการพารถเข้าโค้งไปในทิศทางที่เราจะไปครับ
 
 :-\  *** :129: :120: แต่เทคนิคนี้ถือว่าเป็น Advance นะครับคือ...พูดง่าย  เราๆต้องรับรู้และสัมผัสถึงแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางการหมุนของล้อหน้าและหลังได้ระดับหนึ่ง    ไม่งั้น...แล้วอันตรายครับ  ***   :-X :-X
 
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  แบบนี้เพื่อช่วยในการพับรถง่ายขึ้น เนื่องจากหากรถหนักๆ จะช่วยให้คนไม่ต้องออก action เยอะมากมาย
 
ข้อเสียคือ ตั้งแต่ลองใช้มา ก็ใช้วิธีนี้ตลอดเลย แทบลืมว่าเมื่อก่อนเข้ายังไงแต่สถานการณ์จริงมัน ดันแฮนด์ด้านตรงข้ามที่จะเลี้ยวนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ เพื่อสร้างอาการ

(ปกติโค้งขวาก็ โยกตัวขวา ดึงแขนขวา ดันแขนซ้าย) พอแค่รู้สึกว่ารถพับลงแล้วค่อยเลี้ยวตามปกติมันเหมาะกับคนขี้เกียจขยับก้น หรือรถหนักๆ พับยากๆ  แต่ก็คิดว่าหากเข้าธรรมดาไปได้ไวกว่าครับ แต่เข้าแบบนี้ขี่ได้ชิวกว่าเยอะ save พลังได้เยอะ เมื่อโค้งเยอะๆ ยาวๆ รถหนักๆ ครับ
 
วิธีการฝึกฝนนะครับ แรกๆอาจจะยากและไม่ชินเอาซะเลยแต่เดี่ยวจะค่อยๆชินไปเองครับ ลองฝึกการใช้
Counter steering ด้วยการดันแฮนด์ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร ทำเหมือนกับการเปิดหน้ายางก็ได้ครับ สักพักจะเริ่มชินไปเองครับ และการเข้าโค้งจะเป็นเรื่องสนุกและง่ายครับ


Steering
"..... a different kind of steering, known as counter-steering. This type of steering may seem counterintuitive. That's because motorcycle riders must push the handlebars to the left to make the vehicle turn right and vice versa."

แปลได้คร่าวๆว่า : การเลี้ยวแบบ counter-steering ผู้ขับต้องหันคันบังคับไปซ้ายเพื่อจะเลี้ยวขวา และหันคันบังคับไปทางขวาเพื่อจะเลี้ยวซ้าย (อาศัยหลักการของไจโรสโคป)



ฝึกการใช้ Counter steering ด้วยการดันแฮนด์ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร  สักพักจะเริ่มชินไปเองครับ และการเข้าโค้งจะเป็นเรื่องสนุกและง่ายครับหลักการใช้เอียงตัวช่วยจดองศาการเอียงรถ ทำให้รถเลี้ยว ก็ช่วยได้ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น ฝึกให้ชำนาญ  ฝึกให้คล่อง  และคุ้นเคยหลักการนี้ จะช่วยได้เยอะสำหรับรถหนักๆๆ เพราะบางทีเลี้ยวแบบหักแฮนด์ธรรมดา รถอาจจะทื่อๆๆ ไม่เลี้ยวตาม 


:9:

 :-\   ฝึกการใช้หลักการเลี้ยวแบบ counter-steering  กับบิ๊กไบค์ ซึ่งจะช่วยในการเลี้ยว การพริ้ว และการหลบหลีก สิ่งกีดขวางได้อย่างง่ายดาย   แต่ต้องฝึกฝนและจับจังหวะให้ได้จนแม่นยำ  จนสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ    :129:    :151:   :kiss:  :125:
 

////  สำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งมือใหม่  หรือเก่าทุกระดับประสบการณ์ซึ่งเต็มไปด้วยเคล็ดลับการปฏิบัติและคำแนะนำ   ต้องการที่จะแสดงให้ เห็นวิธีการที่จะปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น

ความรู้สึกของคุณและถนนที่จะดีกว่าและความปลอดภัยของผู้ขับขี่มากขึัน   รวมทั้งสะดวกสบายมากขึ้น  เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มขี่หรือประสบการณ์การอยู่บนท้องถนนเป็นเวลาหลายปี


รวมทั้งผู้ที่ต้องการจะ UP  CC.  ขนาด 1000 Up เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง กับวิธีการขับขี่แบบนี้ 
///







//// ลองดูกันครับหลักการเลี้ยวแบบ counter-steering  กับบิ๊กไบค์ ซึ่งจะช่วยในการเลี้ยว การพริ้ว และการหลบหลีก ทำได้ง่ายขึ้น เช่นรูปแบบการขับ Gymkhana (ยิมคาน่า)

Gymkhana (ยิมคาน่า) คืออะไร
สำหรับตัวของผมเอง ชอบแข่งรถสไตล์ Gymkhana อยู่แล้ว มันเป็นกีฬา Motor Sport ที่สนุกครับเราลองมารู้จัก Gymkhana กันเลยครับ
Gymkhana (ยิมคาน่า) คืออะไร
Gymkhana เป็นการแข่งขันรถ ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้ความเร็วระดับต่ำถึง ปานกลาง โดยมักใช้สถานที่เช่น ลานจอดรถ สนามโกคาร์ท หรือ ลานต่างๆ เป็นต้น โดย ทั่วไปจะใช้กรวย(cones/pylons)เป็นตัวกำหนดเส้นทาง เพื่อทดสอบทักษะการขับขี่ ของผู้ขับโดยไม่มีผู้นำทาง โดยใช้เวลาที่ทำได้เป็นตัวชี้วัดการแข่งขัน โดยทั่วไปหาก บังคับรถไปถูกกับกรวย(cones/pylons)จะถูกทำโทษโดยบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก 2 วินาที โดยผู้ชนะการแข่งขันคือผู้ที่ทำเวลาได้น้อยที่สุด

ใครคือคนที่เหมาะสำหรับการแข่ง Gymkhana ?
โดยส่วนมากแล้วผู้มาเข้ามาขับขี่รถยนต์ในรูปแบบของ Gymkhanaนั้น จะเป็น คนที่รักในการแข่งขันกีฬา Motorsports และส่วนมากแล้วผู้เข้าร่วมการแข่งขันนั้น จะไม่ได้ใช้รถที่ทำมาเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว ?racecar? แต่ส่วนใหญ่จะนำรถที่ ใช้ในชีวิตประจำวันมาใช้ในการแข่งขัน (street use Motorcycle) เพราะผู้ขับขี่ส่วนมาก นั้นต้องการจะนำทักษะที่ได้จากการแข่งขันเพื่อที่จะสามารถนำไป ใช้ในการขับขี่ภาย ในชีวิตประจำวันที่อย่างมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุด

ทำไมต้องเป็น Gymkhana?
เพราะการแข่งขันรถ ในรูปแบบของ gymkhanaนี้ ถือได้ว่าเป็นการแข่งขัน กีฬา motorsports ที่ใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก และยังทำให้คุณรู้ถึงขีดความสามารถ และสมรรถนะสูงสุดของรถคุณ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันบนท้องถนน ได้อย่างปลอดภัย และคุณก็ยังเร้าใจไปกับการแข่งขันอีกด้วย

เทคนิคการขับสำหรับมือใหม่

1.ไลน์ให้ถูก ซึ่งมันคือ racing line เหมือน circuit ล่ะ เพียงแต่มันไม่มีขอบสนามให้เห็น ต้องวาดเอาเองในสมอง

2.speed ให้พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป

3.เร่งให้พอดี เพราะ gymkhana ใช้ speed ไม่สูงนัก เกียร์ใช้เกียร์ต่ำ เวลาเร่งส่งจึงตะบี้ตะบันมากไม่ได้ ล้อปั่นฟรีก็คือช้าลง

4.เบรคให้พอดี เพราะ gymkhana โค้งเยอะ เลี้ยวตลอดเวลา จึงใช้เบรคเยอะมาก
เบรคที่พอดีไม่มากจนล้อล๊อค และทำไห้เกิดอาการรถแถ ซึ่งทำให้ช้าลง

5.สมาธิที่ดี จำไลน์ให้ได้ คิดไลน์ให้ออก ขับให้ได้ตามที่คิด ใจเย็นๆ อันนี้ทำยากที่สุดเมื่อถึงเวลาแข่ง

มาลองฝึกเบรคดู

ฝึกเบรคให้แม่น ไม่ให้ล้อล๊อค และสามารถฝึกที่ไหนก็ได้
เอาง่ายๆ ก่อนถึงไฟแดง สมมติมาที่ความเร็วซัก 50 หาจุดเบรคที่สามารถทำให้รถหยุดที่เส้นให้พอดีถ้า Advance อีกหน่อย หยุดที่เส้นพอดีไม่พอ ต้องไม่หยุดแบบหัวทิ่มด้วย(กรุณานึกภาพตาม)คือ ต้องคุมเบรคน้ำหนักเบรคให้ได้แบบ เบรคทีแรก หนักหน่อยแล้วค่อยๆ(ย้ำ ค่อยๆ)คลายเบรคให้รถอยู่ในอาการหน้าไม่ทิ่ม และให้หยุดที่พอดีเส้นเหมือนกัน ลองนึกภาพตามหลายๆทีละกันนะอธิบายยากเหมือนกัน อันนี้มีประโยชน์ในการเบรคเข้าโค้งครับ เพราะส่วนใหญ่ สนามจิม จะค่อนข้างมีโค้งที่เล็ก+แคบ จำเป็นจะต้องทำการ Trailbrake เข้าไปในโค้ง การ Trailbrake ก็คือ การEase off brake เป็นไทยก็คือ การคลายเบรคนั่นเอง

ทำไมต้อง Trailbrake? เพราะอย่างที่บอก โค้งส่วนใหญ่ในสนามจิม เป็นโค้งแคบ จำเป็นจะต้อง"หมุน" หรือ "เปลี่ยน"ทิศทางรถมากกว่าโค้งกว้าง เพราะฉะนั้น การถ่ายน้ำหนักจึงมีความสำคัญถ้าโค้งแคบ แล้วเรารีบ เบรค น้ำหนักที่ควรจะอยู่ที่ล้อหน้า(ตอนเริ่มเลี้ยว)จะถูก ถ่ายกลับมาด้านหลังแทน ทำให้เราเสีย Traction (การยึดเกาะ) ในล้อหน้าไป ผลก็คือ ไม่สามารถจะเลี้ยวได้เร็ว หรือ ไม่สามารถจะเดินคันเร่งออกจากโค้งได้เร็วเท่าที่ควรจะเป็น   

:125:    :151:     :151:     :148:   :125:



 
*** ผมได้ความรู้จากพี่รุ่นใหญ่อายุมากแล้ว... ที่ใช้มอเตอร์ไซค์ใหญ่  BMW. อยู่ต่างประเทศ และอบรมการขับขี่ที่ต่างประเทศ Counter Steering เป็นเทคนิคที่เขานิยมใช้กัน  และกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว นานๆๆเจอพี่คนนี้ที  ตอนนี้แรกผมก็ไม่รู้ว่าพี่เขาเคยขับขี่ มอเตอร์ไซค์ใหญ่ พอเห็นรถเราเลยมาสอบถามโน้นนี่...เกี่ยวกับรถเรา และเล่าเรื่องมอเตอร์ไซค์ใหญ่สมัยอยู่ต่างประเทศ  ซึ่งแรกๆๆผมก็งงๆๆ กับ Counter Steering สิ่งที่พี่เขาพูด ไม่เข้าใจจนมาลองศึกษาหาข้อมูล และลองฝึกปฏิบัติ และขับขี่อยู่พักใหญ่ ใช้ได้เลย เทคนิค...นี้

**** ต้องขอขอบคุณรุ่นพี่..ที่แนะนำเทคนิคนี้ และเห็นเราใช้มอเตอร์ไซค์อยู่ เลยมาเล่าเรื่อง BigBike แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้กัน  พี่เขาไม่ค่อยได้ขี่แล้วแต่ก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันๆๆ เรื่อยๆๆ

 

 :-\ //// ฝึกกันครับ กับการเลี้ยวแบบ Counter-Steering  กับบิ๊กไบค์ ซึ่งจะช่วยในการเลี้ยว การพริ้ว และการหลบหลีก ทำได้ง่ายขึ้น รถใหญ่ ..หนัก.. CC.สูง ไม่ใช่ปัญหา...อีกต่อไป  จะสนุกสนานกับการขับขี่ และควบคุมรถได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ////  :132:   :148:   :151:  :151:   :125:



เครดิตจาก  ninja-thailand.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20/02/15 @04:21:06 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
Re: /// หลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering ///
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 14/12/13 @02:20:05 »
ท่าทางการขับขี่ (Riding Posture)ที่ถูกต้อง 

 
ก่อนที่จะออกรถหรือขับขี่กันจริงๆต้องพูดถึง “ท่าทางการขับขี่” ที่ถูกต้องกันก่อน เพราะมันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัยขึ้นในทุกๆสภาวะ โดยจะมีที่สังเกตอยู่ 7 จุดด้วยกันคือ
Geek สายตา จะต้องมองไปข้างหน้าและกวาดสายตาไปเป็นมุมกว้างที่สุด สังเกตความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่ามองเพียงจุดใดจุดหนึ่ง
Wink ไหล่  ไม่เกร็งเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดี ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ
Hug แขน  ปล่อยตามธรรมชาติไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ข้อศอกไม่กาง
Clap มือ จับตรงบริเวณกึ่งกลางปลอกแฮนด์ ข้อมืออยู่ในแนวเดียวกับแขน อย่าจับในลักษณหักข้อมือ
Big smile สะโพก  นั่งให้ได้ตำแหน่งพอดีกับการควบคุม ไม่เกร็ง ปล่อยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ
Thumbs Up เข่า หันไปทางด้านหน้ารถ ไม่กางออก หนีบถังน้ำมันให้กระชับเพื่อความมั่นคง
Embarrassed เท้า วางบนพักเท้าอย่างมั่นคงปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าและวางอยู่บนคันเกียร์และแป้นเบรค

สำหรับท่าทางการขับขี่แบบชูคอ มือตั้ง หลังตรง เข่ากาง เท้าชี้พื้น ไม่อยู่ในสาระบบของการขับขี่แบบนักเลงมอเตอร์ไซค์ ส่วนการออกรถมือใหม่
ที่ไม่เคยขี่รถคลัทช์มือมาก่อนมักจะ “ตั้งใจ” ในการใช้คลัทช์มากเกินไปจนทำให้เป็นปัญหา ไม่สนใจมัน ค่อยๆปล่อยออกไปในลักษณะเหมือน
ให้สปริงคลัทช์ดันออกไปเอง เพียงแต่ใช้นิ้วช่วย “หน่วงเวลา” ไม่ให้สปริงมัน “ดีด” ออกไป พร้อมๆกับการเร่งเครื่องในจังหวะและปริมาณที่เท่าๆกันออกไป
เทคนิคการใช้คลัทช์ออกตัวนั้นจะง่ายมากถ้าทำเป็น ยิ่งรถสมัยใหม่และออกแบบมาในคอนเช็พท์ให้ขี่ง่ายอย่าง NSR การปล่อยคลัทช์ออกตัว
เป็นเรื่องง่าย อาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยกับจังหวะเปิดของ RC วาล์วซึ่งจะทำให้เครื่องชะงักเหมือนจะดับไปเล็กน้อย (แต่จริงๆแล้วมันไม่ดับหรอก)
สำคัญอยู่แต่เพียงเราต้องเตรียมพร้อมจะไปกับรถด้วยท่าการขับขี่ที่ถูกต้องในทันทีเท่านั้น ไม่ใช่ออกตัวด้วยความตกใจหรือให้รถพาไปตามบุญตามกรรม
เมื่อวิ่งได้ก็ต้องหยุดได้ “การใช้เบรก” เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเบรกมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างไรให้มันปลอดภัยและถูกวิธี
จะว่าไปในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น เราจะใช้เบรกเมื่อต้องการลดความเร็วหรือหยุดรถ อาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราเบรกก็เพราะว่ามีสิ่งที่เป็น “อันตราย”
หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า การเบรกของผู้ขับขี่บางคนกับสร้าง “อันตราย” ขึ้นมาเสียเอง
ทั้งนี้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความชำนาญในการใช้เบรกอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่แรก บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า “อย่าใช้เบรกหน้า”
เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง




สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ

1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้น
ที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า
2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้
ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย
3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก
และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก


แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ
การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุดอย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก” ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อร เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุดเป็นกาใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบตามตำรา

สรุปขั้นตอนการใช้เบรกมีดังนี้

1.เมื่อถึงจุดเบรคก็ให้ยกคันเร่งแล้วเริ่มเบรคโดยใช้เบรคหน้ามากกว่าเบรคหลังในอัตราส่วน 70/30 (ห้ามบีบคลัทช์ปล่อยไหล ยกคันเร่งเมื่อไหร่ก็เบรกเมื่อนั้น)
2. บีบคลัทช์ ลดเกียร์ ปล่อยคลัทช์ (ลดทีละเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว)
3. เมื่อรถใกล้หยุดจึงค่อยบีบคลัทช์เพื่อกันเครื่องดับแล้วเอาเท้าซ้ายลงยันพื้น

อุปสรรคสำคัญของเบรคอย่างถูกต้องที่พบบ่อยที่สุดคือเบรคหลังมากจนล้อล็อคลื่นไถล สาเหตุมักจะมาจากใช้เบรกหลังมากเกินไปหรือใช้เบรกไม่นิ่มนวลพอ (ประเภทเท้าหนัก)
คือเป็นไปในลักษณะ “กระทืบ” หรือ “กด” ไม่ใช่ “แตะ” นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าบีบคลัทช์เร็วเกินไปจนล้อหลังไม่มีแรงเฉื่อยก็จะทำให้ล้อล็อคได้ง่าย เหมือนกับเวลาเรา
ขึ้นขาตั้งคู่หมุนล้อแล้วเบรก ล้อก็จะหยุดทันที กับถ้าเราเข็นรถกับพื้นแล้วเบรกด้วยน้ำหนักพอๆกัน ล้อจะหยุดยากกว่า วิธีการแก้ไขก็คือ “บรรจง” ในการใช้เบรกมากขึ้นคือ ค่อยๆ
เพิ่มน้ำหนักในการเบรก (ทั้งหน้า/หลัง) โดยพยายามจับอาการที่ล้อว่าความเร็วขนาดนี้ เราใช้น้ำหนักเบรกแค่นี้ มันจะมากไปหรือน้อยไป
[/color]


สิ่งสำคัญของการควบคุมรถที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เทคนิคการใช้คันเร่งซึ่งสามารถใช้ให้เราบังคับรถได้ง่ายขึ้นหลายคนคิดว่าบทบาทของคันเร่งมีเพียงใช้สำหรับเร่งเครื่องให้รถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วหรือลดความเร็วเท่านั้น แต่ผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีชั่วโมงบินสูงหน่อย คงจะพอสังเกตได้ว่า การใช้คันเร่งนั้นช่วยใช้ในการบังคับควบคุมรถง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเรื่องค่อนข้างยากพอสมควรที่จะอธิบายถึงการใช้คันเร่งให้ถูกวิธี นอกเสียจากว่าจะลองลงมือฝึกฝนด้วยความสังเกตสังกาและเรียนรู้ด้วยตัวเองเราสามารถบอกถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้คันเร่งได้ แต่เราบอกไม่ได้ว่าเราควรจะใช้คันเร่งอย่างไรสำหรับช่วยควบคุมรถให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เพราะมันมีตัวแปรหลายอย่างเข้ามาร่วม เป็นต้นว่า ความเร็วของรถ สภาพทางวิ่ง ทิศทางของรถ หรือแม้กระทั่งน้ำหนักและกำลังของรถก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ประสบการณ์จากการฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองจะเป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ได้

ทำไมคันเร่งจึงช่วยในการควบคุมรถได้?  เป็นคำถามที่ผมเดาเอาว่าน่าจะอยู่ในใจของหลายๆคน ทั้งๆที่รู้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าเมื่อพูดถึง “การบังคับควบคุม” แล้วเรามักจะมองไปถึงระบบบังคับเลี้ยวหรือแฮนเดิ้ลบาร์ซะเป็นส่วนใหญ่   ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการบังคับควมคุมนั้น
หมายรวมถึงหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่และหยุดรถ  ทั้งแฮนด์ คันเร่ง เบรก คลัทช์ ไปจนถึงเกียร์ ทั้งหมดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับควบคุมทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น
ขณะที่เราพารถเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับหนึ่งจู่ๆ “เกียร์หลุด” ตกมาอยู่เกียร์ว่างซะเฉยๆ ร้อยทั้งร้อยถ้าเป็นจังหวะที่จะต้องเปิดคันเร่งแล้วต้องมีการเสียจังหวะแน่นอน เพราะเกิดความไม่สัมพันธ์กันระหว่างความเร็ว คันเร่งและเกียร์
เราจะยกตัวอย่างอีกหนึ่งเหตุการณ์ซึ่งพบบ่อยที่สุดก็คือการ บีบคลัทช์เข้าโค้ง ในจังหวะที่ยกคันเร่งเพื่อเข้าโค้งนั้น มักจะตามมาด้วยการบีบคลัทช์แล้วปล่อยไหลเข้าโค้ง จะปล่อยคลัทช์อีกทีก็ตอนที่ต้องการจะเร่งออกจากโค้งซึ่งในจังหวะนี้จะมีอาการ “กระตุก” หรือ “สะดุ้ง” เนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่างรอบหมุนของเครื่องกับรอบหมุน ของล้อหลัง อาการกระตุกหรือสะดุ้งนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต่างกันของรอบเครื่องและรอบล้อ ยิ่งรอบต่างกันมากอาการก็ยิ่งมาก อย่างเช่นโค้งเดียวกันความเร็วเท่ากัน เข้าด้วยวิธีบีบคลัทช์ปล่อยไหลเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งเข้าด้วยเกียร์ 2 กับอีกครั้งเข้าด้วยเกียร์ 3 ครั้งที่เข้าด้วยเกียร์ 2 จะมีอาการมากกว่า เนื่องจากรอบเครื่องหมุนเร็วกว่า ความเร็วรอบของล้อมากกว่าเกียร์ 3

พูดถึงการเข้าโค้งซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆของการขับขี่ที่เชื่อได้เลยว่า ผู้ขับขี่ทุกคนจะต้องพบเจอเสมอในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้าจะให้ลำดับเหตุการณ์กันให้ดีๆอย่างช้าๆ จะพบว่า
การเข้าโค้งแต่ละครั้งมีลำดับขั้นตอนที่ค่อนข้างมากแต่กลับใช้เวลาในการปฏิบัติเพียงน้อยนิด บางครั้งใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น (เช่นเดียวกับอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้
ในชั่วเวลาพริบตาเดียวเช่นกัน) ในรถยนต์การเข้าโค้งแต่ละครั้งผู้ขับขี่จะต้องเจอกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้ตัวผู้ขับขี่ถูกเหวี่ยงออกด้านนอกโค้ง เป็นต้นว่าในขณะที่
เราเข้าโค้งด้านซ้ายนั้น ตัวผู้ขับขี่จะถูกเหวี่ยงออกไปทางด้านขวา ยิ่งการเข้าโค้งมีความเร็วหรือความรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดแรงเหวี่ยงที่จะทำให้เหวี่ยงออกแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากรถยนต์ไม่สามารถเอียงรถเพื่อช่วงถ่วงแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ และการที่สามารถถ่วงแรงหนีศูนย์กลางได้ของรถมอเตอร์ไซค์นี่เองที่
ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน



นี่คือท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน


: ///// การแบนโค้ง ท่าทางการขี่เข้าโค้ง (เพิ่มคู่มือ) /////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=49632.0

**  ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

 เพื่อให้สามารถควบคุมรถอยู่ได้  แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าปลอดภัยไปทั้งหมด เพราะต้องเรียนรู้

ในการใช้เบรค ใช้คลัตช์ ใช้คันเร่ง  ในโค้งด้วย   เพื่อประกอบในในการเข้าโค้งได้ดี...

ในความเร็วต่ำๆ คงไม่เท่าไรครับ แต่ถ้ารถใหญ่ๆและใช้ความเร็วสูงๆ

ต้องเรียนรู้ การใช้ เบรค คลัตช์ คันเร่ง Engine Brake  ให้แม่นๆ ไม่งั้นมีเก็บเห็ดข้างทางแน่ๆ...

การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถอย่างมากพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด


ท่าทางในการควบคุมรถในการขับขี่เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่างๆกัน

เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่ง
ของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ

1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก
เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี
2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับ
การใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่
แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้ง
ที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with
4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆ
จากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น
จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด
ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน
แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เรา
สามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์
ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ  ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้อง
ใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป
ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย


การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)
2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป
3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้ และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง
4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด
เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ
ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด


สำหรับการขับขี่ทุกครั้ง ผู้ขับขี่จะต้องมีสัญชาตญาณที่จะพิจารณาระยะทางสภาพทางสภาพการจราจรของยานพาหนะคันอื่น หรือสิ่งต่างๆรอบตัวไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า
ด้านข้าง และด้านหลังว่าอยู่ห่างเพียงใด มีการเคลื่อนที่อย่างไร จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่ รวมไปถึงการเดาใจผู้ขับขี่ร่วมถนนในเบื้องต้นว่าควรจะหลบหลีกอย่างไร
ผู้ขับขี่บางคนสังเกตแม้แต่ทิศทางของล้อรถคันอื่น เพื่อคำนวณการเคลื่อนที่สำหรับหลบหลีกก็มี คติเตือนใจเบื้องต้นก็คือ “ขับอย่างปลอดภัยไว้ก่อน” (Safety First)
การพิจารณาหรือสังเกตเหตุการณ์ล่วงหน้านี้จะทำให้ตนเองมีเวลาตัดสินใจมากขึ้น สามารถตอบสนองการสัญจรได้อย่างถูกต้องและสามารถเผื่อเวลาไว้สำหรับแก้ไขสถานการณ์
เมื่อการคาดคะเนนั้นผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดจากความมักง่ายในการใช้รถใช้ถนนคนอื่นด้วย

การคาดคะเนระยะทาง ความเร็ว และทิศทางผิดพลาด สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายจากหลายสาเหตุต่างกันไป เป็นต้นว่าการขับขี่ในเวลากลางคืน ความมืดจะทำให้เราคาดคะเนความเร็ว
ของรถคันอื่นได้ยากและมักจะเห็นว่ารถคันอื่นวิ่งช้า ทั้งที่ความเร็วเท่าๆกันนี้เมื่ออยู่ในเวลากลางวันจะพบว่าเป็นความเร็วสูงสาเหตุก็เนื่องมาจากความมืดของสภาพแวดล้อมทำให้ยาก
กับการเปรียบเทียบ ในเวลากลางวันเราจะมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบซึ่งไม่ได้เคลื่ยนที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรถซึ่งเคลื่อนที่แล้วจะทำให้เรารู้สึกถึงความเร็วหรืออีกในกรณีหนึ่ง
ก็คือการวิ่งในถนนที่แคบหรือมีความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมสองข้างทางมาก เช่นมีตึก มีบ้าน มีชุมชน เราก็จะรู้สึกว่ารถวิ่งเร็วในขณะที่ความเร็วเท่ากันนี้ขับขี่อยู่บนถนนกว้าง
สองข้างทางโล่งๆจะทำให้รู้สึกว่าเราวิ่งช้า

ขนาดของพาหนะก็มีผลกับการคาดคะเนระยะทางด้วยเหมือนกัน ตามปกติแล้วเราจะมองเห็นรถใหญ่ว่าอยู่ใกล้ รถเล็กจะอยู่ไกล ซึ่งอาจจะทำให้การกำหนดระยะเบรกผิดพลาดและเกิดอันตรายได้
เมื่อพูดถึงระยะเบรกก็ทำให้นึกถึงในกรณีที่มีคนซ้อนขึ้นมาได้ การขับขี่ในสภาพผิวทางไม่ดี การเบรกอย่างกระทันหัน การวิ่งเข้าโค้ง หากมีคนซ้อนท้ายไปด้วยจะเป็นการเพิ่มอันตราย
มากกว่าการขี่คนเดียว เพราะคนซ้อนจะทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลางและแรงเฉื่อยมากขึ้นรวมไปถึงจุดศูนย์ถ่วงก็เปลี่ยนไป การรักษาสมดุลจะทำได้ยากมากขึ้น ยิ่งถ้าคนซ้อนเป็นผู้ที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์
ไม่เป็นก็มักจะเกิดอาการ “เกร็ง” ถ้าเป็นอย่างนี้ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ รวมไปถึงพยายามไม่สร้างความตกใจให้กับคนซ้อน เป็นต้นว่าการเข้าโค้งแรงๆ ใช้ความเร็วสูง หรือเบรกกระทันหัน
รถจะเสียการทรงตัวได้ง่าย การคาดคะเนความเร็ว ระยะทางและทิศทางจะต้องคำนึงถึงคนซ้อนด้วนเสมอ

เมื่อเราขับขี่รถด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะเกิดความรุ้สึกว่าตัวเองขับช้า เมื่อมีเหตุการณ์กระทันหันอาจจะทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้ คำแนะนำที่ดีก็คือ หมั่นมองดูมาตรวัดความเร็ว
และสิ่งใกล้ตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะบนทางหลวง นอกเขตชุมชน ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นทางตรงๆยาวๆ สามารถใช้สายตามองไปข้างหน้าไกลมาก ทำให้รู้สึกว่าความเร็วที่เราวิ่งเข้าไปหานั้นช้าเหลือเกิน
นักแข่งในสนามมักใช้ประโยชน์จากการมองไกลนี้ขจัดความกลัวเมื่อต้องใช้ความเร็วสูงมากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกว่ารถวิ่งช้าลง และมีเวลาตัดสินใจได้มากขึ้นนั่นเอง
สุดท้ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขับขี่ก็คือ การขับขี่ในสภาวะไม่ปกติของสภาพแวดล้อม เป็นต้นว่าการขับขี่ในขณะที่ฝนตก นอกจากทัศนวิสัยไม่ดีแล้ว เม็ดฝนยังจะเข้าตาผู้ขับขี่ได้ง่ายทำให้ต้องก้มหน้าและเสียสมาธิ จึงควรเลือกใช้หมวกกันน็อคแบบมีบังลมหน้าเป็นหลักเบื้องต้นถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทิ้งระยะห่างรอบข้างให้มากกว่าปกติและขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเลี้ยวโค้งเนื่องจากถนนลื่น นอกจากนี้ลมก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการขับขี่เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางออกอุโมงค์ หุบเขา ช่องตึกสูง สะพานสูง ลมจะแรงกว่าปกติ และยังมีฝุ่นผงปลิวเข้าตาได้ง่าย ควรปฏิบัติเช่นเดียวกับการขับขี่ขณะฝนตก
[/color]


/////  ฝึกให้ชำนาญ  ฝึกให้คล่อง  และคุ้นเคยจนเป็นอัติโนมัติ... เมื่อเจอ....สถานการณ์จริง  ////



////// ขับขี่เสี่ยง   ** ประเมินการขับขี่ ** //////

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50293.0


"  รู้จักตัวเอง รู้จักรถตัวเอง มองให้ให้ไกล  มองใกล้  อย่ามองจุดเดียวนานๆๆ กวาดสายตาให้ทั่ว

อ่านทุกอย่างบนท้องถนนให้ขาด =มีสติ ... ไม่ประมาทนั้นเอง  "

 แนะนำ   " S.E.E 



Search
* มองกวาดทั่วๆรอบๆ ไม่เพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มองไปมาตลอด หมั่นเช็คกระจกข้างทั้งสอง
* คอยดูตำแหน่งรถ และการจราจรรอบตัว

Evaluate
* ดูว่ารอบตัวมีอะไรที่อาจจะเป้นภัยต่อเรา
* รถตู้ รถเมล์ แว๊นซ์อื่นๆ รถยนต์ทั่วไป ท่าทีแต่ละคัน ตั้งท่าออก เปลี่ยนเลน ยังไง
* พื้นผิวถนน มัน เงา ด้าน ลื่น เส้นแบ่งถนน นูน ฝาท่อ ต่างๆ  ทราย คนข้าม ถนน หมา แมว

Execute
* หลบเลี่ยงจุดที่อาจจะเกิดอันตราย
* รถตั้งท่าจะเบี่ยง ก็เบรค หรือ ชะลอ แล้วหาทางหลบไปอีกทาง
* น้องหมาทำหน้างงๆ ก็ผ่อนซักนิด บีบแตรเตือนซักหน่อย
* รถตู้ เข้า-ออกป้าย ก็หลบๆซะนิด

นอกจากนั้นก็
* สติ - ถ้าเป็นพวกขี่แล้วเหม่อ ก็ปรับตัวเอง สติจดจ่อกับการจราจรรอบตัวข้างต้น
* ทักษะ - ฝึกเท่านั้น
* ความพร้อมที่จะล้ม (เครื่องป้องกัน) "




//// Engine Brake !!!! เทคนิค วิธีการใช้ !!!! ////
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50165.0

  การผ่อนคันเร่ง และแตะเบรค  การเปลี่ยนความเร็วในโค้ง มีผลต่อสมดุลย์ของตัวรถ การทรงตัวของรถ

โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ ห้ามเปลี่ยนเกียร์ หรือ บีบ คลัตช์  ในโค้ง ซึ่งจะทำให้รถกระตุกเสียการทรงตัว

แม้แต่การใช้เบรค ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น  ใช้เมื่อมันคุมความเร็วไม่ได้จริงๆ และทำอย่างนุ่มนวล

ห้ามเบรครุนแรงการเลือกใช้  Engine Brake   ช่วยได้แน่  ทั้งการ ควบคุม รถและการทรงตัว  *** 

อยู่ที่การใช้ ว่าคุณใช้ได้ดี ถูก...ที่   ถูก...เวลา ถูกต้อง นุ่มๆ ... ไม่กระชาก   การฝึก ฝน จนชำนาญ ได้ใช้แน่   

**** 

///// เลือกรถ . หรือเลือก . คน ! เฉียด ! ! + - x / !! ล้มให้ถูก วิธี !! * * * //// 
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=48092.0

ถ้าเผื่อเจอเหตุการณ์  เอาไม่อยู่  จะได้ผ่อนหนักเป็นเบา   

เราทุกคนทราบกันอยู่ว่า   ถ้าจะมาขี่บิ๊กไบค์นั้นความเสี่ยงของอุบัติเหตุก็ต้องตามมา ไหนๆก็เลือกมาทางนี้แล้ว  ยิ่ง CC. เยอะ ยิ่งเสี่ยงเยอะ

 เรามาดูเทคนิคกันดีกว่า     ถ้าเอาไม่อยู่   ควบคุมไม่ได้   ว่าเวลาล้มควรจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง 

ล้มแบบ Low Side    High  Side    ล้มจากการชน    ทำอย่างไรให้  ผ่อนหนักเป็นเบา

 //// คลิป Motorcycle Fail +++ ไว้เตือนใจ +++ ///// 
http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=50639.0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15/12/13 @19:58:41 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
Re: /// หลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering ///
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 14/12/13 @02:21:01 »
สำหรับรถที่มีน้ำหนักเบาเราอาจจะใช้ Counter steering อยู่แล้วแต่เราใช้น้อยมากจนเราอาจไม่รู้สึกตัว Counter steering ก็จะไม่เห็นผลเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นรถขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก การทำ Counter steering จะเห็นผลได้ชัดเจนครับ
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 :15:   :10:  Counter Steering  หลักการณ์นี้สามารถนำมาปรับใช้กับการเลี้ยวของรถมอไซค์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ ด้วยขนาดที่ใหญ่และน้ำหนักมาก การเลี้ยวด้วยวิธีธรรมดาคงจะไม่ไหวแน่ๆ เดิมส่วนใหญ่เราจะใช้ การเอียงตัวช่วย การโหน

Counter Steering  นี่แหละมาช่วยในการเลี้ยว
ใช้แรงน้อย   การควบคุมรถ  การเลี้ยว  การหลบหลีก  และการพริ้ว การเข้าโค้ง ออกจากโค้งทำได้ง่ายขึ้น 

*** รถใหญ่ ..หนัก.. CC.สูง ไม่ใช่ปัญหา...อีกต่อไป  จะสนุกสนานกับการขับขี่  การควบคุมรถได้...ดีขึ้น ...ง่ายขึ้น  เหนื่อยน้อยลง   ***ถ้าเราใช้ Counter Steering นี่แหละมาช่วยในการเลี้ยว ใช้แรงน้อยและได้วงเลี้ยวแคบ ลองหาลานกล้างๆ ฝึกดูครับ จะช่วยให้การบังคับรถทำได้ง่ายและคล่องตัวขึ้น 

Counter Steering

 :10:  เหตุการณ์นี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือ วัตถุวงกลม (ซึ่งก็คือล้อรถ) จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ไว้เสมอตราบใดที่ยังมีแรงเคลื่อนที่อยู่ เช่น เหรียญบาทที่กำลังกลิ้ง เมื่อหมดแรงถ้ามันบิดไปทางขวาก็จะล้มซ้าย ถ้าบิดซ้ายจะล้มขวา พอนึกภาพออกไหมครับ รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน






เพราะ วัตถุทุกอย่างที่หมุนอย่างคงที่ จะพยายามรักษาสภาพของการหมุนเอาไว้เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำกับมัน(moment of inertia)เช่น ลูกข่าง ที่หมุนบนพื้น เราเอานิ้วไปแตะให้มันเซ มันก็จะพยายามกลับมาตั้งตรงอย่างเดิมหรือถ้าเคยเห็น มอเตอร์ไซค์ที่ดีดจากสภาพล้มขึ้นมา แล้วยังวิ่งตรงไป ทั้งที่คนร่วงไปแล้ว
 
กับล้อมอเตอร์ไซค์ ก็เหมือนกัน ยิ่งหมุนเร็วขึ้น ความพยายามในการรักษาสภาพของล้อก็จะยิ่งมากขึ้นถ้าเราหักล้อไป"ทางซ้าย" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
1. ล้อหน้าจะพยายามกลับมาสภาพเดิมของมันคือ ดึงกลับมา"ทางขวา"
2. แรงที่ล้อหน้าพยายามดึงกลับมา จะทำให้รถเอียงลง "ทางขวา"
3. จังหวะนั้นเราดึงรถลง "ทางขวา" จะทำให้รถเลี้ยวไปได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมี ล้อที่พยายามกลับมาสู่สภาพเดิม เข้ามาช่วยตอนเราดึงลงรถอีกทีนึง
 
-----------------------------------------------------------------
 



 8)  ฝึกการใช้ Counter steering ด้วยการดันแฮนด์ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร  สักพักจะเริ่มชินไปเองครับ และการเข้าโค้งจะเป็นเรื่องสนุกและง่ายครับ  การใช้เอียงตัวช่วย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ  ก็ช่วยได้ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น 


 :15: Counter Steering ก็คือการเลี้ยวโดยหักแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้หักแฮนด์ไปทางซ้าย  จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะหักสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับ ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ



 
 
:15:  เทคนิคหนึ่งที่สำคัญมากในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และทุกคนควรจะทำเป็นคือ Counter Steering นำมาปรับใช้กับการเลี้ยวของรถมอไซค์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ ด้วยขนาดที่ใหญ่และน้ำหนักมาก การเลี้ยวด้วยวิธีธรรมดาคงจะไม่ไหวแน่ๆ   การเลี้ยวโดยหักแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้หักแฮนด์ไปทางซ้าย  จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะหักสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับ

แล้วลองเอียงตัวไปด้านซ้ายเพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

ลองกันดูครับ ช่วยได้มาก ในการพลิกหลบหลีก  อุปสรรค สิ่งกีดขวาง ที่จะเจอบนท้องถนน และอาจ...เป็นอันตราย....

  :151: :kiss:  :125:


 :D  ฝึกให้ชำนาญ  ฝึกให้คล่อง  และคุ้นเคยหลักการนี้ จะช่วยได้เยอะสำหรับรถหนักๆๆ เพราะบางทีเลี้ยวแบบหักแฮนด์ธรรมดา รถอาจจะทื่อๆๆ ไม่เลี้ยวตาม

ลองพิจารณา...และฝึกฝน...กันดูครับ
 

 
////  ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ แล้วลองเอียงตัวไปด้านซ้ายเพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น
 แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ
แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

//// ลองกับจักรยานก่อน...เอ้า..กลายเป็นว่าเราทำอยู่แล้ว แต่ไม่เคยสังเกตครับ.. ทำให้เลี้ยวได้แคบและไวขึ้น แต่กับมอเตอร์ไซค์กลับกลายเป็นไม่เคยทำ ก็เลยทดลองดู..อุเหม่มันวูบวาบเหมือนกันถ้าหักแรงๆ แต่ถ้าไม่ตั้งใจ คือทำแบบนิดเดียวเพื่อช่วยเลี้ยวมันได้ผลมากเลยครับ... เหมาะกับรถคันโตๆหนักๆ มันพลิ้วขึ้นจริง แต่จะให้ใส่ขนาดนักแข่งก็ไม่ไหว ได้หูเช็ดพื้นแน่ผม...
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16/12/13 @16:29:29 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

sup_ant

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 9,407
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 545
  • > LINE: adisak.ant <
Re: /// หลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering ///
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 14/12/13 @02:33:38 »
ขอบคุณข้อมูลดีๆครับ :)

อนุบาลไฮเวย์

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 1,659
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 46
  • บ่าวเมียงแป้ แห่ระเบิด CVT 625
Re: /// หลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering ///
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 14/12/13 @21:05:06 »
ขอบคุณมากคับ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาอีก มากเลยคับ

CHAMP_CVT 193

  • มอไซด์ 650 CC.
  • ****
  • กระทู้: 319
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 15
  • CLUB VERSYS THAILAND
รายละเอียดแน่นเป๊ะ ขอบคุณครับ
CLUB VERSYS THAILAND
CVT 193

7'Heaven

  • จักรยาน
  • *
  • กระทู้: 22
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 0
  • CVT 985
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดีๆ แน่นๆ เน้นๆ  :) :)

yalong

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 845
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 25

Paully CVT 542

  • เทพ 2 ล้อ
  • *****
  • กระทู้: 1,062
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 26
  • Able to Stable
อยากบอกแบบนี้มาตั้งนาน แต่เขียนไม่เก่งขนาดนี้ แต่อย่าลืมว่า counter steering เป็น advance!!! เพราะฉะนั้นที่ความเร็วต่ำ ทำไม่ได้นะครับ
ใช้ในการเข้าโค้งในความเร็วสูงจะมีประโยชน์ดีที่สุดครับ กล่าวคือ ความเร็วต่ำกว่า 30 กม./ชม. เลี้ยวโดยการ lean ดีที่ฝุดค้าบบบ และที่สำคัญ การเช็คเซนเซอร์หน้ายาง ร่วมถืงความเร็วก่อนการเข้าโค้ง ต้องสำพันธ์ กับคันเร่งในขณะที่ทำ counter มิฉะนั้น อาจเกิดการสไลด์ หรือพับไปกับโค้งได้เช่นกัน เนื่องจากเกิด weight tranfer ไปที่ล้อหน้ามากเกินไป และสุดท้าย ไปออกทริปครับ ฝึกบ่อยๆ ให้ได้ทุกสถานะการณ์ ให้ชำนาญนั่นคือดีที่สุดขอรับ
Able To Stable


Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
การเลี้ยวแบบ " Counter-Steering "
 








กับวิธีการดันแฮนด์สวนทางกับทิศทางที่จะเลี้ยว...แล้วเอียงตัวช่วยไปในทางที่จะเลี้ยว

แค่เสี้ยววินาที แว๊บเดียว แล้วตั้งแฮนด์ตรงแบบปกติ แต่เอียงตัวช่วย จะรู้สึกได้ว่าการพลิกรถ การพริ้วทำได้ง่ายขึ้น 

ยิ่งรถหนัก CC.  สูง  ยิ่งเห็น...ชัดเจน 

จะช่วยในการ..หลบหลีก  อุปสรรคต่างๆ ที่สำคัญลักษณะท่าทาง...เราจะดูเท่ห์ขึ้น ...

เอ๊ะ หรือคิด...ไปเอง
 
 
 

 
 

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
***  ได้ลองฝึกการใช้ Counter steering กันบ้าง..หรือยังครับ..
เป็นอย่างไรกันบ้าง... ความรู้สึก...ที่ได้ลองใช้

เลี้ยวด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  โน้มเอียงตัวช่วยเล็กน้อย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา....โน้มเอียงตัว....
ลองทำสลับ...ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  วงเลี้ยว..มากน้อย อยู่ที่เรา...เอียงตัว..และความเร็ว....ที่ใช้
การใช้เอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วยเล็น้อย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ 
ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ง่ายขึ้น Action น้อยกว่าแบบเดิมๆๆ...ลองทำเปรียบเทียบ...กันดูครับ


***  จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร 
สักพักจะเริ่มชิน..ไปเองครับ การเลี้ยวและการเข้าโค้ง...จะเป็นเรื่องสนุก...และง่ายขึ้น... 
 

/// ใครขี่จักรยานเก่งๆ ลองทดสอบง่ายๆ ///

ให้ขี่จักรยานแล้วปล่อยมือครับ แล้วลองโน้มเอียงตัวไปด้านซ้าย เพื่อบังคับให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย จังหวะก่อนรถจะเลี้ยวนั้น แฮนด์จะสะบัดไปทางขวาแล้วรถก็จะเอียงมาทางซ้าย จากนั้นแฮนด์จะสะบัดกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม   ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และจริงๆ แล้วทุกคนก็ทำโดยธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง.....เล้ยวซ้ายหรือขวา มากน้อย อยู่ที่เราเอียงตัวและความเร็ว....ที่ใช้


***   แต่เทคนิคนี้ถือว่าเป็น Advance นะครับคือ...พูดง่าย  เราๆต้องรับรู้และสัมผัสถึงแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางการหมุนของล้อหน้าและหลังได้ระดับหนึ่ง    ไม่งั้น...แล้วอันตรายครับ    *** 


ฝึกการใช้ Counter steering ด้วยการดันแฮนด์ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาสมากน้อยก็ไม่เป็นไร  สักพักจะเริ่มชินไปเองครับ และการเข้าโค้งจะเป็นเรื่องสนุกและง่ายครับ  การใช้เอียงตัวช่วย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ  ก็ช่วยได้ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ฝึกให้ชำนาญ  ฝึกให้คล่อง  และคุ้นเคยหลักการนี้ จะช่วยได้เยอะสำหรับรถหนักๆๆ เพราะบางทีเลี้ยวแบบหักแฮนด์ธรรมดา รถอาจจะทื่อๆๆ ไม่เลี้ยวตาม ลองพิจารณา... กันดูครับ


ยิ่งได้ใช้ควบคู่....การประเมินการขับขี่่ .... เพื่อ..ความปลอดภัย..ของตัวเราเอง

:10:   " S.E.E 


 Search
* มองกวาดทั่วๆรอบๆ ไม่เพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มองไปมาตลอด หมั่นเช็คกระจกข้างทั้งสอง
* คอยดูตำแหน่งรถ และการจราจรรอบตัว

Evaluate
* ดูว่ารอบตัวมีอะไรที่อาจจะเป้นภัยต่อเรา
* รถตู้ รถเมล์ แว๊นซ์อื่นๆ รถยนต์ทั่วไป ท่าทีแต่ละคัน ตั้งท่าออก เปลี่ยนเลน ยังไง
* พื้นผิวถนน มัน เงา ด้าน ลื่น เส้นแบ่งถนน นูน ฝาท่อ ต่างๆ  ทราย คนข้าม ถนน หมา แมว

Execute
* หลบเลี่ยงจุดที่อาจจะเกิดอันตราย
* รถตั้งท่าจะเบี่ยง ก็เบรค หรือ ชะลอ แล้วหาทางหลบไปอีกทาง
* น้องหมาทำหน้างงๆ ก็ผ่อนซักนิด บีบแตรเตือนซักหน่อย
* รถตู้ เข้า-ออกป้าย ก็หลบๆซะนิด

นอกจากนั้นก็
* สติ - ถ้าเป็นพวกขี่แล้วเหม่อ ก็ปรับตัวเอง สติจดจ่อกับการจราจรรอบตัวข้างต้น
* ทักษะ - ฝึกเท่านั้น
* ความพร้อมที่จะล้ม (เครื่องป้องกัน) "


///// การแบนโค้ง ท่าทางการขี่เข้าโค้ง (เพิ่มคู่มือ) /////
http://www.clubversysthailand.com/()/t10703/

/// การประเมินขับขี่ ... ถนน 3 เลน ///
http://www.clubversysthailand.com/()/3-10492/

/// หลักสูตรขับรถมอไชด์ ภาคทฤษฏี..แบบจัดเต็ม ///
http://www.clubversysthailand.com/()/t10575/

 

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
****  เทคนิค...ที่สำคัญมากในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ Bigbike  กับหลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering  กับบิ๊กไบค์

ด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  เอียงตัวช่วย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา  ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น


เลี้ยวด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  โน้มเอียงตัวช่วยเล็กน้อย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา....โน้มเอียงตัว....
ลองทำสลับ...ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  วงเลี้ยว..มากน้อย อยู่ที่เรา...เอียงตัว..และความเร็ว....ที่ใช้
การใช้เอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วยเล็น้อย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ 
ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ง่ายขึ้น Action น้อยกว่าแบบเดิมๆๆ...ลองทำเปรียบเทียบ...กันดูครับ



ซึ่งจะช่วยในควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น สำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า เจอเหตุการณ์ข้างหน้าแบบทันทีทันใด  วิธีนี้จะช่วยได้มากการหลบหลีก และการพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น  ยิ่งกับ Bigbike cc. สูง ใหญ่..และหนัก..  ที่บางทีการเลีย้ยวในความเร็วสูงๆ  อาจจะควบคุมยากกว่าแบบ Counter-Steering หรืออย่างเช่นการขับรูปแบบ Gymkhana

เทคนิค...ที่สำคัญมากในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และทุกคนควรจะทำเป็นคือ Counter Steering อ่านแล้วอาจจะงงว่ามันคืออะไรหนอ? ก็คือการเลี้ยวโดยดันแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้ดันแฮนด์ไปทางซ้าย  จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะดันสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับสำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งมือใหม่หรือเก่า   ทุกระดับประสบการณ์  ซึ่งเต็มไปด้วยเคล็ดลับการปฏิบัติและคำแนะนำ   ต้องการที่จะแสดงให้ เห็นวิธีการที่จะปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น 







เลี้ยวด้วยการดันแฮนด์สวนทางกับทิศที่ต้องการเลี้ยว...แล้วเอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วย   
เลี้ยวซ้ายดันแฮนด์ซ้าย  โน้มเอียงตัวช่วยเล็กน้อย  เลี้ยวขวา ดันแฮนด์ไปขวา....โน้มเอียงตัว....
ลองทำสลับ...ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา  วงเลี้ยว..มากน้อย อยู่ที่เรา...เอียงตัว..และความเร็ว....ที่ใช้
การใช้เอี้ยว..โน้มเอียงตัวช่วยเล็น้อย ทำให้องศารถเอียง รถจะเลี้ยวเองครับ 
ซึ่งช่วย ทำให้เลี้ยวได้ชิวล์ขึ้น  ง่ายขึ้น Action น้อยกว่าแบบเดิมๆๆ...ลองทำเปรียบเทียบ...กันดูครับ




***  จะสังเกตุว่ารถจะเริ่มร่อนไปร่อนมาครับ ทำทุกครั้งที่มีโอกาส    มากน้อยก็ไม่เป็นไร เพื่อสร้างความคุ้นเคย....
สักพักจะเริ่มชิน..ไปเองครับ การเลี้ยวและการเข้าโค้ง...จะเป็นเรื่องสนุก...และง่ายขึ้น... 
 
 
  การเลี้ยวแบบ " Counter-Steering " จะรู้สึกได้ว่าการพลิกรถ  การพริ้วทำได้ง่ายขึ้น  ยิ่ง  Bigbike รถหนัก CC.  สูง ยิ่งเห็น...ชัดเจน  จะช่วยในการ..หลบหลีก  ที่สำคัญลักษณะท่าทาง...เราจะดูเท่ห์ขึ้น ...  "


The Physics of Countersteering
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13/02/15 @21:19:40 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
****  เทคนิค...ที่สำคัญมากๆ ในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ Bigbike  กับหลักการเลี้ยวแบบ Counter-Steering ซึ่งทุกคนควรจะทำเป็น

Counter Steering กับบิ๊กไบค์ จะช่วยในการควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพลิกพริ้ว ทำได้ง่ายขึ้น


*** โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า เจอเหตุการณ์ข้างหน้าแบบทันทีทันใด วิธีนี้จะช่วยได้มาก ในการหลบหลีก และการพลิกพริ้ว หักหลบ ทำได้ง่ายขึ้น

ยิ่งกับ Bigbike cc. สูง มีขนาดใหญ่..และน้ำหนักรถเยอะ




****  ถ้าได้ลองฝึกและทำจนเคยชิน ยิ่งการใช้ความเร็วสูงๆ  การเลี้ยว  การหลบหลีก  การพลิกพลิ้ว   และการเข้าโค้ง จะทำได้ง่ายขึ้น  ขับขี่สนุก  ปลอดภัย สั่งได้ดังใจ

จะช่วยในการควบคุมรถ การเลี้ยว การหลบหลีก และการพลิกพลิ้ว ทำได้ง่ายขึ้น สำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า เจอเหตุการณ์ข้างหน้าแบบทันทีทันใด 

วิธีนี้จะช่วยได้มากในการหลบหลีก และการพลิกพลิ้ว ทำได้ง่ายขึ้น  ยิ่งกับ Bigbike cc. สูง ใหญ่..และหนัก.. 

ที่การเลียวในความเร็วสูงๆ  อาจจะควบคุมยากกว่าแบบ Counter-Steering หรืออย่างเช่นการขับรูปแบบ Gymkhana

*****************  ถ้าได้ลอง  แล้วจะติดใจ  จนลืมแบบเดิมๆ  ไปเลย   *********************

เทคนิค...ที่สำคัญมากในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และทุกคนควรจะทำเป็นคือ Counter Steering อ่านแล้วอาจจะงงว่ามันคืออะไรหนอ? ก็คือการเลี้ยวโดยดันแฮนด์สวนทางกับทางที่จะเลี้ยว เช่น จะเลี้ยวไปทางซ้ายให้หักแฮนด์ไปทางขวา จะเลี้ยวไปทางขวาให้ดันแฮนด์ไปทางซ้าย  จังหวะก่อนที่เราจะเลี้ยวเพียงเสี้ยววินาทีนั้น แฮนด์รถจะดันสวนทางเสมอ แค่นิดเดียวและแป๊บเดียวเองครับสำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้งมือใหม่หรือเก่า   ทุกระดับประสบการณ์  วิธีการที่จะปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

Dum-Devil

  • มอไซด์ 250 CC.
  • ***
  • กระทู้: 114
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 6
  • เผื่อที่ความผิดพลาดของผู้อื่น อย่าเชื่อใจรถอื่น
    • S2space Racing : รวมพล คนชอบซิ่ง
 8)เรียนรู้และฝึกฝน ทักษะที่ถูกต้อง ประสบการณ์ หาเพิ่มเติม  ไม่ใช่่เพื่อไคร  แต่เพื่อ...ตัวคุณเอง เพื่อคนที่คุณรัก คนใกล้ชิด

จะได้ไม่เกิดการสญเสีย.....ก่อนเวลาอันควร โอกาสสูญเสีย....ทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว  ไหนๆก็มาเป็น....ชาวสองล้อ

ยิ่งกับ Bigbike  ความรุนแรง.....มี.........สูงมาก

ทักษะการขับขี่ ข้อควรรู้ ยิ่งช่วยกันแชร์ aยิ่งดี ยิ่งมีประโยชน์

 
 เพราะอุบัติเหตุกับมอเตอร์ไซค์  มีโอกาสเกิดได้ตลอดเวลา    

 
 :-\ขี่ไม่เป็น" ปัญหาเกิดขึ้นจาก  ขาดทักษะ หรือพื้นฐาน ล้วนๆ 

ซึ่ง ขี่ได้ - กับขี่เป็น ต่างกันที่ทักษะ...และประสบการณ์ ของแต่ละคน ค่อยๆสะสม เรียนรู้ ฝึกฝน


****  เพราะบางครั้ง  ถ้าเราขับขี่  โดยประมาท   ส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา
ถ้าเกิดแล้ว  อะไรจะเกิด  หรือตามมาบ้าง  อุบัติเหตุส่วนใหญ่บนท้องถนน  ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด
ก็คือ  ชาว  มอเตอร์ไซค์ นี่เอง     โดยเฉพาะกับชาวสองล้อ ยิ่ง Bigbike  ความรุนแรง.....มี.........สูงมาก  *****

 


 >:("บิ๊กไบค์"....ขี่ไม่เป็น = ตายสถานเดียว
 


เสียงท่อไอเสียดังกระหึ่ม รถมอเตอร์ไซค์คันโตพุ่งมาด้วยความเร็วสูง ทำเอาผู้ขับขี่รถคันอื่นบนท้องถนนต่างยกมือขึ้นปาดเหงื่อด้วยความกังวล ไม่ก็บีบแตรตะโกนสาปส่งให้ไปลงนรกไวๆ

ยากที่จะปฏิเสธว่า นี่คือทัศนคติของคนจำนวนหนึ่งที่มีต่อรถบิ๊กไบค์ในขณะนี้


จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า 39 % ของอุบัติเหตุบนท้องถนนมาจากรถจักรยานยนต์ แม้ยังไม่มีการจำแนกประเภทรถอย่างชัดเจน ทว่าขับขี่รถที่มีสมรรถนะความเร็วสูง ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นยามเกิดการพลิกคว่ำ เฉี่ยวชน หรือประสานงากันขึ้น

ไม่น่าเชื่อว่า ปัญหาเกิดขึ้นจาก "ขี่ไม่เป็น" ล้วนๆ

โดย....อินทรชัย พาณิชกุล

http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/346826/บิ๊กไบค์-ขี่ไม่เป็น-ตายสถานเดียว



/// "บิ๊กไบค์"....ขี่ไม่เป็น = ตายสถานเดียว ///

http://www.er6thailand.com/board/index.php?topic=68280.0
[/color][/b]

ในวันที่กระแสนิยมรถบิ๊กไบค์แผ่ขยายไปทั่ว ตลาดซื้อขายเบ่งบานสุดขีด วัยรุ่น คนหนุ่มสาว จนถึงรุ่นใหญ่พากันถอยบิ๊กไบค์มาครอบครอง เนื่องจากรูปโฉมสุดเท่และเครื่องยนต์แรงสะใจ หารู้ไม่ว่าคนจำนวนไม่น้อยกลับไม่มีทักษะการขับขี่ที่ถูกต้อง ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายบนท้องถนน

"กลุ่มนักขี่หน้าใหม่ที่เข้ามาคือ พวกที่ขับรถยนต์อยู่แล้วหรือเคยขี่รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กมาก่อน แต่มีกำลังซื้อ พอมาเห็นคนอื่นขี่บิ๊กไบค์แล้วดูดีดูเท่ บวกกับคิดว่าตัวเองขับรถยนต์ได้ก็น่าขี่มอเตอร์ไซค์ได้ เมื่อเจอรถคันใหญ่กว่า ความเร็วสูงกว่า มันก็เกิดอันตรายขึ้น เพราะคิดว่าตัวเอง 'ขี่ได้' ซึ่งคนละเรื่องกับ 'ขี่เป็น'

อุบัติเหตุทุกวันนี้มาจากความเข้าใจของชาวบ้านที่ยังมองว่ารถใหญ่เหมือนรถเล็ก เมื่อก่อนถ้าเป็นรถเล็ก เห็นไฟจากข้างหลังปุ๊บ เขาเลี้ยวได้เลย เพราะนานกว่ารถจะมาถึง เดี๋ยวนี้สมรรถนะรถดีขึ้น ความเร็วสูงขึ้นเป็นสามเท่า คนขับรถยนต์ที่ไม่รู้จักบิ๊กไบค์ พอเห็นไฟปุ๊บ กลายเป็นว่าไม่กี่วินาทีรถก็มาถึงแล้ว ตูม!"

 ลด...การบาดเจ็บและ...สูญเสีย    ในสิ่งที่สามารถศึกษาและเรียนรู้ได้    :-*
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18/12/15 @07:03:45 โดย Dum-Devil »

เผื่อที่ให้ความผิดพลาด..ผู้อื่นอย่าเชื่อใจ..รถคันอื่น อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องเวรกรรมแต่เป็นการกระทำที่ประมาท เอาไม่อยู่อย่าหวงรถ

ป๋อง สนามเป้า

  • มอไซด์ 650 CC.
  • ****
  • กระทู้: 448
  • ถูกใจให้เลิฟๆ 27
  • More Outside In
ขอบคุณครับพี่ Dum มีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา
ขอเพิ่มเติมนอกจากเทคนิครถ เป็นเทคนิคคนคือ  "สติ" และ "ไม่ประมาท"

ขอบคุณครับ
ไม่รู้เป็นอะไร มอเตอร์ไซค์เต็มบ้าน